“ดร.ปฐมพงษ์” เปิดจุดยืนรัฐบาลไทย ประณาม “นาโต-สหรัฐฯ” พร้อมแฉยับ เบื้องหลัง

1581

“ดร.ปฐมพงษ์” เปิดจุดยืนรัฐบาลไทย ประณาม “นาโต-สหรัฐฯ” พร้อมแฉยับ เบื้องหลังตั้งใจท้าทาย รัสเซีย!

กำลังเป็นประเด็นที่น่าสนใจอย่างมาก ไม่แพ้สงคราม รัสเซีย-ยูเครน เห็นทีจะเป็นท่าทีของแต่ละประเทศที่ได้แสดงออก นี่คือการถูกบีบให้เลือกข้าง และแสดงจุดยืนทางการเมืองโลกอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไต้หวัน เป็นอีกเขตเศรษฐกิจหนึ่งในเอเชียที่อยู่ในรายชื่อที่รัฐบาลรัสเซียถือว่าเป็นภัย ซึ่งต่างมองว่า รัฐบาลไทย กำลังขยับอย่างถูกทาง ยืนเป็นกลาง

ล่าสุดทางด้านของ ดร.ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์ นักวิชาการทางบูรพคดีศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ได้อย่างน่าสนใจ ถึงจุดยืนรัฐบาลไทย โดยมีรายละเอียดว่า

จุดยืนรัฐบาลไทย กรณียูเครนควรเป็นอย่างไร?
สหประชาชาติลงมติว่าชาติไหนบ้างประณามรัสเซียส่งทหารไปปฏิบัติการพิเศษในยูเครน มี ๑๔๑ ชาติร่วมประณาม รวมทั้งไทยด้วย

มีคนขอให้ผมอธิบาย ขอสมมติง่ายๆ นะครับ โดยแต่งเรื่องเอาท่านพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาซึ่งเป็นหัวหน้ารัฐบาลนี้เป็นกรณีศึกษานะครับ

๑.พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาเมื่อเลิกจากเป็นนายกรัฐมนตรี ไปซื้อบ้านพักที่เขาใหญ่หลังสวยงามอยู่กับครอบครัว

๒.ต่อมา คนที่เกลียดชังหรือศัตรูของพลเอกประยุทธ์อยากจะทำร้ายหมายปองชีวิต จึงเข้าไปตีสนิทเพื่อนบ้านใกล้เคียงที่อยู่ติดกันให้ร่วมเป็นพรรคพวกได้สำเร็จ จากนั้น ศัตรูของพลเอกประยุทธ์ก็ขนอาวุธสงครามจำนวนมากเข้าไปในบ้านหลังนั้นเตรียมยิงท่านพลเอกประยุทธ์และครอบครัว

๓.พลเอกประยุทธ์รู้ทันและมองเห็นเหตุการณ์โดยตลอดเพราะบ้านอยู่ติดกัน ครั้นจะแจ้งตำรวจก็ไม่แน่ใจว่าตำรวจจะจัดการตามกฎหมายหรือไม่

เมื่อจวนตัวเห็นคนร้ายมุ่งหมายปองชีวิตตัวอยู่ซึ่งหน้า พลเอกประยุทธ์จึงจับปืนพาลูกน้องบุกเข้าไปยังบ้านใกล้เรือนเคียงที่สมรู้ร่วมคิด จัดการยิงคนร้ายเสียชีวิตและจัดการนำส่งคนร้ายที่เหลือส่งโรงพัก พร้อมด้วยหลักฐานว่าคนร้ายมีอาวุธร้ายแรงในครอบครองและหมายปองชีวิตตน หลักฐานทุกอย่างถูกส่งไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจครบถ้วนเพื่อสรุปสำนวนส่งอัยการ

ประเด็นคือเมื่ออัยการฟ้องศาล ศาลจะพิพากษาอย่างไร?
๑.พลเอกประยุทธ์บุกเข้าไปในบ้านคนอื่น ผิดกฎหมายข้อหาบุกรุกสถานที่ อันนี้แน่นอนอยู่แล้ว

๒.พลเอกประยุทธ์จัดการคนร้ายได้และนำคนร้ายอื่นๆ ที่เหลือไปส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ถือได้ว่าเป็นการป้องกันตัวเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ เพราะทุกคนก็รักชีวิตของตัวและสมาชิกในครอบครัวของตัว แถมถ้าคนร้ายมีประวัติก่อการร้ายมามากก็ยังจะได้รับคำชมในฐานะพลเมืองดีที่กำจัดคนร้ายได้

เมื่อมองภาพรวมแล้ว พลเอกประยุทธ์น่าจะได้รับโทษสถานเบา
ฉันใดก็ฉันนั้นครับ ถ้าจะถามว่าเราควรจะมีจุดยืนอย่างไรในกรณียูเครน ถ้าผมเป็นทูตไทยประจำสหประชาชาติ ผมจะแถลงในที่ประชุมว่า

‘ในนามประเทศไทย ข้าพเจ้าขอยึดกฎหมายระหว่างประเทศเป็นบรรทัดฐานในการกำหนดจุดยืนประเทศไทย
ข้อแรก ข้าพเจ้าขอตำหนิรัสเซียที่ส่งทหารเข้าไปปฏิบัติการพิเศษในยูเครนซึ่งเป็นการละเมิดอธิปไตยในยูเครน

ข้อที่ ๒ ข้าพเจ้าขอตำหนิองค์การสนธิสัญญานาโต้นำโดยสหรัฐอเมริกาด้วยที่ขยายอิทธิพลไปรายล้อมรัสเซีย ทำสงครามพันทาง ไล่ผู้นำยูเครนที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วแต่งตั้งหุ่นเชิดของตนเองเป็นประธานาธิบดี ขัดวิถีประชาธิปไตย

จากนั้น ก็เริ่มปฏิบัติการ ๑.กวาดล้างชาวรัสเซียในยูเครน โดยเฉพาะเขตดอนบัส ๒.เอาขีปนาวุธมาจ่อรัสเซีย ๓.กำลังริเริ่มสร้างอาวุธนิวเคลียร์ซึ่งขัดแย้งกับกฎบัตรสหประชาชาติ ๔.มีหลักฐานเป็นเอกสารชัดเจนว่ารัฐบาลยูเครนได้งบประมาณจากกระทรวงกลาโหม สหรัฐอเมริกาสร้างห้องแล็บอาวุธชีวภาพไม่น้อยกว่า ๓๐ แห่ง

และมีการเก็บเชื้อไวรัสต่างๆ ไว้ศึกษาวิจัยมาก ซึ่งขัดกับกฎบัตรสหประชาชาติด้วย
ถ้ารัฐบาลอเมริกา ๑.ไม่ขยายอิทธิพลนาโต้มาล้อมรัสเซียและจัดตั้งรัฐบาลหุ่นเชิดในยูเครน ๒.สะสมอาวุธร้ายร้ายแรงเพื่อปองร้ายรัสเซีย รัสเซียก็จะไม่ส่งทหารไปปฏิบัติการพิเศษในยูเครน’

หลังจากแถลงเสร็จ ผมจะของดออกเสียง
ผมนำชีวิตพลเอกประยุทธ์มาเปรียบเทียบเพราะท่านเป็นผู้นำรัฐบาลนี้ จะต้องตัดสินใจกำหนดจุดยืนของประเทศไทยในนามประเทศไทย

สรุปว่าเมื่อนำกรณีรัสเซียส่งทหารไปปฏิบัติการพิเศษในยูเครนไปเปรียบเทียบกับที่แก๊งนาโต้นำโดยอเมริกาส่งทหารไปรุกรานอิรัก ซีเรีย ลิเบีย เยเมน อาฟกานิสถานและโซมาเลียมาจนทุกวันนี้ซึ่งสำนักสื่อกระแสหลักสากกะเบือไม่ออกดอกทั้งหลายไม่พากันนำเสนอเป็นข่าวเลย เพราะเป็นแค่สำนักข่าวทาสชาตินักล่าอาณานิคมตะวันตกเท่านั้น
รัสเซียมีเหตุผลดีกว่าเยอะครับ