ไผ่-ทราย นำเดินทะลุฟ้าจากโคราช-กทม. ปล่อย4แกนนำ ขณะรุ้งแจ้น ยื่น5หน่วยงานร้องยุติธรรมเป็นกลาง

1736

จากกรณีที่วันนี้ (16 ก.พ. 2564) มีรายงานว่า ที่สวนสุรนารี(สวนรักษ์) ข้างอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา กลุ่มคณะราษฎรประมาณ 30 คน รวมตัวกันทำกิจกรรมเดินถือป้ายขนาดใหญ่เขียนว่า “เดินทะลุฟ้า 247.5 กิโลเมตร โคราช-กรุงเทพ”

โดยกิจกรรมนี้ เป็นการนำของ 3 แกนนำคือ นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ และ น.ส.อินทิรา เจริญปุระ หรือ ทราย ในฐานะตัวแทนราษฎร และ นายนิมิตร์ เทียนอุดม ตัวแทน People GO Network

ในกิจกรรมดังกล่าว มีการถือธงสีแดง เขียนว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน พร้อมชูสัญลักษณ์ 3 นิ้ว มีการตั้งแถว 4 แถว ก่อนเคลื่อนขบวนออกจากจุดเริ่มต้น และจัดแถวเดินเรียงหนึ่ง พร้อมทั้งมีการประสานขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมือง ตำรวจราจร ตำรวจสันติบาล และตำรวจชุดสืบสวน อำนวยความสะดวก โดยแกนนำมีการเรียกร้องขอให้ปล่อยตัวแกนนำคณะราษฏร และผู้ร่วมชุมนุม รวมทั้งผู้ร่วมชุมนุมที่กำลังจะถูกจับกุมก็ให้ปล่อย ไม่ให้มีการดำเนินการใด ๆ กับทุกคน

ก่อนเคลื่อนขบวนได้มีการอ่านแถลงการณ์ เดินทะลุฟ้า คืนอำนาจให้ประชาชน พร้อมทั้งมีข้อเรียกร้อง 3 ข้อ คือ 1.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีลาออก, 2.ต้องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และ 3.ต้องปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์

ทั้งนี้ นายจตุภัทร์ กล่าวว่า เราจะเดินตามเป้าหมาย 247.5 กม. เฉลี่ยจะเดินวันละ 16 กิโลเมตร และหยุดพัก ระหว่างทางก็จะนั่งประทานอาหาร โดยจะไปถึงกรุงเทพฯวันที่ 2 มีนาคม 2564 ระหว่างทางจะมีการพูดคุยพบปะกับเครือข่ายต่าง ๆ รวมทั้งพี่น้องประชาชน

การจัดกิจกรรมครั้งนี้ก็อยากให้ประเด็นการเมืองเริ่มจากภูมิภาคเข้าไปหาส่วนกลาง และอยากให้ประเด็นปัญหาต่าง ๆ จากภูมิภาคเข้าไปสู่ส่วนกลาง การเดินครั้งนี้ก็เพื่อให้ปล่อยเพื่อนของเรา เพราะการเดินครั้งนี้มาจากเพื่อเราโดนจับ ซึ่งเขาบังคับให้เราสู้ ฉะนั้นการเดินก็คือการต่อสู้ การเดินมันคือการปล่อยเพื่อนเรา การเดินให้ปล่อยเพื่อนเราและต้องไม่จับเพิ่ม และเพื่อเป็นการกดดัน “ปล่อยเพื่อนเรา ไม่จับเพิ่ม”

เราจึงมาร่วมเดินก้าวที่สอง เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยเพื่อนเรา ราษฎรทั้ง 4 คนที่ถูกกักขังจองจำไปแล้ว และต้องไม่จับเพิ่มอีก 24 คน ที่คาดว่าจะถูกจองจำไว้ในวันพรุ่งนี้ และที่จะเพิ่มขึ้นอีกตามจำนวนผู้ที่ถูกกล่าวหาโดยมาตรา 112 ไปแล้วถึง 58 ราย และเดินเพื่อรณรงค์บอกเล่าถึงรากเหง้าของปัญหาที่เพื่อนเราถูกดำเนินคดี กลั่นแกล้งจากการใช้สิทธิ์และเสรีภาพอันพึ่งมี เพื่อขอให้มีการแก้ไขและธรรมนูญทุกหมวดทุกมาตรา ในขณะที่เราเดินอยู่ที่นี่ ระยะทาง 247.5 กิโลเมตร จากโคราชถึงกรุงเทพฯ เราขอส่งกำลังใจไปถึงพี่น้องบางกลอยที่กำลังต่อสู้อยู่กับการถูกรุกไล่ออกจากใจแผ่นดิน ขอให้ประสบผลสำเร็จ หากมีผลตรงข้ามกัน ก้าวที่ 3 ของเรา เราจะเดินไปให้ถึงใจแผ่นดินเพื่อปกป้องพี่น้องบางกลอยให้กลับไปอยู่ที่ใจแผ่นดินอย่างสุขสงบ

เราได้ตระหนักอย่างถ่องแท้ว่าการต่อสู้เคลื่อนไหวของราษฎรที่ผ่านมา และที่กำลังเป็นอยู่ คือการระเบิดสังคมไทยเข้าสู่ยุคแสงสว่างทางปัญญา ซึ่งเป็นห้วงเวลาอันสำคัญที่จะทำให้บ้านเมืองเราไม่หันหลังกลับเข้าสู่ยุคมืดอีกต่อไป ขอให้พี่น้องและราษฎรทุกท่านจงมาร่วม “เดินทะลุฟ้า คืนอำนาจประชาชน” กับเรา เพื่อให้รัฐบาลที่สืบทอดอำนาจของเผด็จการทหาร คสช. ที่ชักใหญ่อำนาจตุลาการปล่อยเพื่อนเราให้จงได้ เราจะไม่มีวันหันหลังกลับจนกว่าจะปล่อยเพื่อนเราให้หมด จงมาร่วมเดือนเพื่อสิทธิ เสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษย์ชน อันเสมือนเป็นใจแผ่นดินของประชาชนทุกผู้ทุกคน

ขณะที่ทางด้าน น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ รุ้ง แกนนำกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ได้เดินทางไปอ่านจดหมายเปิดผนึกถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม เพื่อเรียกร้องให้ผู้มีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมมีความเป็นกลาง ในการพิจารณาและดำเนินคดีความ โดยพึงระลึกถึงประชาชนอยู่เสมอ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม และให้ตั้งมั่นอยู่บนพื้นฐานของกระบวนการยุติธรรม ตามหน้าสถานที่ ดังนี้

1.ศาลรัฐธรรมนูญ

2.กระทรวงยุติธรรม

3.ศาลอาญารัชดา

4.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

5.สำนักนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่จะให้น.ส.ปนัสยา อ่านจดหมายเปิดผนึกบริเวณรั้วนอกศาลอาญารัชดา จากนั้นจะให้น.ส.ปนัสยา เพียงคนเดียวเข้ามายื่นหนังสือให้แก่เจ้าหน้าที่ศาลภายในศาลอาญา ให้ผู้อำนวยการประจำศาลอาญา เป็นตัวเเทนรับหนังสือดังกล่าว

โดยก่อนหน้าน.ส.ปนัสยา เริ่มอ่านจดหมายจากศาลรัฐธรรมนูญ ต่อด้วยกระทรวงยุติธรรม ก่อนมายังศาลอาญารัชดา และไปจุดสุดท้ายที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)

และในเวลา 11.40 น. น.ส.ปนัสยา ได้เดินมาถึงศาลอาญารัชดา เพื่อยื่นหนังสือ พร้อมกล่าวยืนยันว่า ผู้ต้องหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะตัดสิน จึงอยากขอความเป็นธรรม พร้อมขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 ก.พ. ที่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์และดูแลมวลชนได้ ส่วนตัวเสียใจอย่างมาก เเต่ขอโอกาสให้พวกตนได้กลับมาทำหน้าที่พร้อมยืนยันว่า จะพยายามทำให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด