หมอวรงค์ตั้งพรรคไทยภักดี สู้ก้าวหน้า-3นิ้ว เปิดหลักฐานธนาธร ปิยบุตรหมิ่นสถาบัน?

1218

จากที่วันนี้ 20 มกราคม 2564  นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม แกนนำกลุ่มไทยภักดี แถลงตั้งพรรคไทยภักดี ตลอด 5 เดือนที่ตั้งกลุ่มไทยภักดีขึ้นต้องต่อสู้เพื่อปกป้องสถาบันฯ อันเป็นที่รักของคนไทย และอยากมีเครือข่ายในการต่อสู้เพื่อสถาบันทั่วประเทศนั้น

ทั้งนี้นพ.วรงค์ ระบุว่าถึงเวลาต้องประกาศจัดตั้งพรรคไทยภักดี เพื่อต่อสู้กับพรรคก้าวไกล คณะก้าวหน้า และม็อบสามนิ้ว บนพื้นฐานความเชื่อว่าสังคมไทยจะสงบสุขได้ต้องมีสถาบันพระมหากษัตริย์ กับนักการเมืองที่มีคุณธรรม

“พรรคไทยภักดีไม่มีกลุ่มทุน นายทุน และเจ้าของพรรค โดยทุกอย่างอยู่ที่ประชาชนจะให้โอกาสในการทำหน้าที่ พรรคไทยภักดีจะเป็นของคนทุกกลุ่ม เมื่อก่อตั้งแล้วต้องมีการเลือกตั้ง ซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการดำเนินการ อาจต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน พร้อมประกาศเชิญชวนผู้ที่มีอุดมการณ์เดียวกัน มาร่วมงานกันกับหลายฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง” นพ.วรงค์ กล่าว

นอกจากนี้ กลุ่มไทยภักดี ยังออกแถลงการณ์ถึงรัฐธรรมนูญมาตรา 50 กำหนดให้ปวงชนชาวไทยมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ในความเป็นจริงนอกจากมีพรรคการเมืองพยายามทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์แล้ว ยังมีความร่วมมือกับการเคลื่อนไหวนอกสภา โดยใช้ชื่อที่หลากหลายมีเป้าหมายเพื่อล้มสถาบันฯ ผ่านคำว่าปฏิรูป โดยมีบุคคลกลุ่มหนึ่งอยู่เบื้องหลัง เพราะเขามองว่าสถาบันพระมหากษัตริย์คืออุปสรรคในการขึ้นสู่อำนาจและการสถาปนาระบอบสาธารณรัฐ คนเหล่านี้ใช้เวลาประมาณ 10 เดือน สามารถยกระดับการโจมตีสถาบันฯ ผ่านคำว่าปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์โดยสามารถยั่วยุปลุกปั้นเยาวชนให้เกลียดชังสถาบันพระมหากษัตริย์

ในปัจจุบันนี้กลุ่มดังกล่าวได้มีการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง มุ่งเป้าไปสู่การล้มเลิกมาตรา 112 เพื่อไปสู่การล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ในที่สุด ซึ่งกลุ่มดังกล่าวสามารถแยกแยะออกได้ คือ ม็อบสามนิ้ว คณะก้าวหน้า และพรรคก้าวไกล

กลุ่มไทยภักดีได้ก่อกำเนิดขึ้นมาแม้จะระยะเวลาไม่นาน แต่หัวจิตหัวใจ ซึ่งความจงรักภักดี รักความเป็นธรรมนั้นมีมาตลอดชีวิต แม้การต่อสู้ในนามกลุ่มจะคล่องตัว แต่ก็มีข้อจำกัดจึงมีความจำเป็นที่จะต้องขยายเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศเพื่อเพิ่มศักยภาพในการต่อสู้

อย่างไรก็ตามการแถลงของหมอวรงค์ครั้งนี้ มีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อข้อมูลสำคัญ อย่างน้อยสองประการ สอดคล้องกับที่เคยมีคนออกมาเปิดเผยไว้

ซึ่งเมื่อ 24 พฤศจิกายน 2563 นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม  ได้ออกมาแถลงถึงกรณีการชุมนุมของกลุ่ม“ราษฎร”ยืนยันได้ว่ามีผู้ที่อยู่เบื้องหลังการชุมนุมของกลุ่มนี้และขบวนการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างแน่นอน มีการใช้เด็กเยาวชนเป็นสะพานเชื่อมนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองที่มีเป้าหมายคือการล้มล้างสถาบันฯ แม้เลี่ยงไปใช้คำว่าปฏิรูป

จากนั้น นายถาวร ได้นำคลิปวิดีโอที่ระบุว่านายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า กล่าวบรรยายที่มหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ มาเปิดต่อหน้าผู้สื่อข่าว โดยนายถาวร กล่าวว่า ผู้อยู่เบื้องหลังการชุมนุมนั้น เริ่มตั้งแต่กรณีที่นายปิยบุตรไปพูดที่มหาวิทยาลัยลอนดอน เรื่อง “Thailand in a Deeper State of Crisis?” เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.2559 กล่าวหาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ว่ามีอำนาจอิทธิพลเหนือผู้พิพากษา ซึ่งเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง เพราะพระราชดำรัสที่ตรัสต่อศาลในวันที่ 24 เม.ย.2549 นั้น ในหลวง รัชกาลที่ 9 ไม่ได้สั่งการอะไรที่ไม่มีกฎเกณฑ์ต่อศาล และพระองค์ไม่เคยดำเนินการตามใจชอบนอกเหนือที่รัฐธรรมนูญกำหนด รวมถึงทรงย้ำว่าไม่เคยใช้อำนาจของพระองค์ ตามที่นายปิยบุตรบิดเบือน

สำหรับอีกประเด็นที่นายถาวร กล่าวก็คือ กรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ที่ร่วมสมคบคิด ซึ่งเห็นได้จากคำพูดของนายธนาธรในหนังสือ “Portrait ธนาธร” ที่ถูกตีพิมพ์เมื่อเดือน พ.ย.2561 ระบุว่า “…วิธีการของเราคือต้องมีอำนาจและต่อรอง (กับ) ×××× นี่ต่างหากคือเป้าหมาย  ถ้าจัดการเรื่องนี้ไม่ได้ เอาทหารออกจากการเมืองไม่ได้หรอก จัดการเรื่องนี้ไม่ได้ จัดการเรื่องศาลไม่ได้หรอก จัดการเหี้ยห่าอะไรไม่ได้…” และนายธนาธรได้ไปพูดในงานวิชาการหลายแห่ง ซึ่งมีเนื้อหาตอกย้ำการปฏิรูปสถาบันฯ รวมถึงการที่นายธนาธร และนายปิยบุตรจัดตั้งพรรคการเมืองมาดำเนินการต่างๆที่พุ่งเป้าเรื่องสถาบันฯ แต่สุดท้ายพรรคนั้นถูกยุบ เพราะทำผิดกฎหมาย

ต่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 นายปิยบุตร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายถาวร กล่าวหาว่านายธนาธร รวมถึงตนเองอยู่เบื้องหลังการชุมนุมของกลุ่มราษฎร รวมถึงกล่าวหาว่าเป็นผู้มีแนวคิดล้มล้างสถาบันว่า ข้อมูลของนายถาวรไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นข้อกล่าวหาที่เจอมาตั้งแค่ครั้งก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่

“การแถลงข่าวของนายถาวรในครั้งนี้ เป็นการใส่ร้าย เข้าข่ายหมิ่นประมาทอย่างชัดเจน แต่ส่วนตัว ที่ผ่านมาก็อดทนในการใช้กฎหมายอย่างนี้ฟ้องร้องกัน เพราะเชื่อในเรื่องเสรีภาพการแสดงออก และเชื่อว่าถ้าเป็นความเท็จประชาชนก็จะสามารถตัดสินได้เองว่าจะเชื่อใคร” นายปิยบุตร กล่าว

จากนั้น 26 พฤศจิกายน 2563 นายถาวร ได้ออกมาพูดถึงนายปิยบุตร และส.ส.พรรคก้าวไกลอีกครั้ง หากต้องการพิสูจน์ความจริงต่างก็เป็นนักกฎหมาย โดยขอท้าให้เร่งฟ้องร้องต่อศาล เพื่อจะได้พิสูจน์ความจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งหลักจากที่นายถาวรออกมาท้าเช่นนี้ก็ปรากฏว่านายปิยบุตร ก็ไม่เคยออกมาพูดหรือจะฟ้องเอาผิดตามที่ขู่เอาไว้