15 ชาติลงนามRCEPเขย่าตลาดการค้าใหญ่สุดในโลก!?! ไทยไม่พลาดร่วมชิงตลาดมูลค่าการค้า 326 ล้านล้านบาท

731

การลงนามข้อตกลงRCEPแบบเสมือนจริง ในการประชุมครั้งที่ 4 ทางออนไลน์ เป็นเรื่องที่มีความหมายในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก แม้จะเป็นข้อตกลงด้านการค้าการลงทุน แต่เมื่อมีจีนเข้าร่วมด้วย ทำให้RCEPถูกดึงเข้าไปอยู่ในภูมิทัศน์ของศึกชิงความเป็นผู้นำโลกระหว่างจีนกับสหรัฐฯ อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ด้วยตลาดการค้าที่มีประชากร 2,300 ล้านคน จีดีพี 1 ใน 3 ของโลกมูลค่าการค้า 326 ล้านล้านบาท

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานการลงนามข้อตกลง RCEP มองว่า 15 ชาติในกลุ่มเอเชีย-แปซิฟิกลงนามตั้งเขตการค้าเสรีใหญ่ที่สุดในโลกในวันอาทิตย์ที่15 พ.ย.2563 ซึ่งเป็นข้อตกลงที่จีนให้การสนับสนุนและไม่มีอเมริการ่วมอยู่ด้วย ซึ่งจะช่วยส่งเสริมสถาะหุ้นส่วนเศรษฐกิจของปักกิ่งต่ออาเซียน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ให้แข็งแกร่งขึ้น และคาดว่าคณะบริหารชุดใหม่ของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของไบเดนจะยังไม่กลับเข้าร่วมข้อตกลงการค้าภายในภูมิภาคนี้ แต่จะมุ่งจัดการวิกฤตโรคระบาดในประเทศก่อน

การลงนามความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค RCEP (อาร์เซ็ป) ในที่ประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 37 ที่เวียดนามเป็นประธาน(ประชุมRCEP ครั้งที่ 4) จะส่งผลกระทบชัดเจนต่อความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) ที่อดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามาผลักดัน แต่โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำคนต่อมา นำอเมริกาถอนตัวออกไปในปี 2017

ท่ามกลางคำถามเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของวอชิงตันในเอเชีย RCEP อาจทำให้สถานะหุ้นส่วนเศรษฐกิจของจีนต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้แข็งแกร่งขึ้น และทำให้ประเทศเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลกแห่งนี้มีตำแหน่งที่ดีขึ้นในการกำหนดกฎการค้าในภูมิภาค ตรงข้ามกับอเมริกาที่ไม่มีส่วนร่วมทั้งในRCEPและTPP ซึ่งเป็นสองกลุ่มการค้าภายในภูมิภาคที่โตเร็วที่สุดในโลก

นายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีนกล่าวว่า การลงนามความตกลง RCEP คือความสำเร็จของประเทศสมาชิกอาเซียนและจีนในการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจร่วมกัน โดย นรม.จีน ระบุว่าการลงนามความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership-RCEP) ในการประชุมสุดยอด RCEP ครั้งที่ 4 เมื่อ 15 พ.ย.63 เป็นความสำเร็จของความร่วมมือด้านเศรษฐกิจของอาเซียน และเป็นชัยชนะของความร่วมมือระหว่างประเทศที่มีความหลากหลายทางเศรษฐกิจและการค้าแบบเสรีนิยมด้วย โดย นรม.จีน แสดงความมั่นใจว่าความตกลง RCEP ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และมีความหลากหลายทางเศรษฐกิจจะส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาและสร้างความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค รวมทั้งทำให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวและขยายตัวเพิ่มขึ้นในอนาคต

ไอริส ปัง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของไอเอ็นจีประจำเกรทเตอร์ ไชน่า (จีน ฮ่องกง มาเก๊า และไต้หวัน) มองว่า อาร์เซ็ปยังอาจช่วยให้จีนลดการพึ่งพิงพาตลาดและเทคโนโลยีจากต่างชาติ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่จำต้องเป็น เนื่องจากความขัดแย้งรุนแรงกับรัฐบาลวอชิงตัน

ทั้งนี้อาร์เซ็ปประกอบด้วย 10 ชาติสมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ โดยมีเป้าหมายลดภาษีศุลกากรสำหรับอุตสาหกรรมและบริการต่างๆ ข้อตกลงนี้ลงนามในการประชุมนอกรอบระหว่างซัมมิตอาเซียนออนไลน์ที่เหล่าผู้นำเอเชียหารือเกี่ยวกับความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ และแผนการฟื้นเศรษฐกิจภายในภูมิภาคหลังวิกฤตโรคระบาดโควิด-19

ปังเสริมว่า “สำหรับจีน ความตกลงใหม่RCEP ซึ่งครอบคลุมพันธมิตรของอเมริกาหลายชาติ คือลาภลอยจากการที่ทรัมป์ถอนตัวจากTPP”

นายกรัฐมนตรีเหงียน ซวน ฟุกของเวียดนามที่เป็นเจ้าภาพการประชุมในฐานะประธานอาเซียนสมัยปัจจุบัน แถลงว่า ประเทศที่ร่วมลงนามจะให้สัตยาบันรับรองและบังคับใช้RCEPโดยเร็ว เพื่อส่งเสริมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจหลังโควิด พื้นที่จะครอบคลุมเศรษฐกิจ 30% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของโลก 30% ของประชากรโลก และผู้บริโภค 2,200 ล้านคน

กระทรวงการคลังจีนขานรับว่า กลุ่มการค้าใหม่ให้คำมั่นลดภาษีศุลกากรสินค้าและบริการบางอย่างภายในกลุ่ม ซึ่งบางส่วนจะมีผลทันทีและส่วนอื่นๆ จะบังคับใช้ภายใน 10 ปี แถลงการณ์ของกระทรวงการคลังจีนระบุว่า จีนและญี่ปุ่นได้บรรลุข้อตกลงทวิภาคีในการลดภาษีศุลกากรระหว่างกันเป็นครั้งแรก แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม แต่RCEP ได้ทำให้สามมหาอำนาจเอเชียตะวันออก ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ร่วมเป็นภาคีในข้อตกลงการค้าเสรีเดียวกันเป็นครั้งแรก

ชาร์ลส์ ฟรีแมน รองประธานอาวุโสหอการค้าอเมริกาประจำเอเชีย ไม่คิดว่า โจ ไบเดน ว่าที่ผู้นำใหม่ของอเมริกา จะกลับเข้าร่วมทีพีพีในเร็วๆ นี้ แม้เคยเป็นรองประธานาธิบดีในคณะบริหารของโอบามาที่ผลักดันความตกลงนี้ก็ตาม เนื่องจากไบเดนจะมุ่งจัดการกับวิกฤตโควิดในประเทศเป็นอันดับแรกๆ

เลือง ฮอง ไท่ หัวหน้าแผนกนโยบายการค้าพหุภาคีของกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม เชื่อว่า อาร์เซ็ปจะช่วยลดหรือขจัดภาษีศุลกากรสำหรับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมและการเกษตร และกำหนดกฎการถ่ายโอนข้อมูล

ด้านรัฐมนตรีการค้าอินโดนีเซียกล่าวว่า RCEPจะมีผลบังคับใช้ทันทีที่ประเทศที่เข้าร่วมให้สัตยาบันรับรองภายใน ปี2564