อดีตรองอธิการฯมธ. ชำแหละ ก้าวหน้า-ก้าวไกล เปิดหน้านำ 3 นิ้ว โจมตีสถาบันฯ ทุกโอกาส

734

ยังคงเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง สำหรับพฤติกรรมของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ซึ่งได้ออกมาไลฟ์สดทางเพจคณะก้าวหน้าในหัวข้อ “วัคซีนพระราชทานฯ” พูดถึงการจัดหาและผลิตวัคซีนโควิดในประเทศไทยก่อนที่จะพาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์โดยอ้างถึงการถือหุ้นบริษัทผลิตวัคซีน???

ทั้งนี้ แม้ว่าเจ้าตัวจะออกมาแถลงถึงกรณีโดนแจ้งข้อกล่าวหาทั้งความผิดตามมาตรา 112 และพรบ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 โดยมีบางช่วงระบุว่า ถ้าประเทศไทยยังไม่ได้ฉีดวัคซีน ก็ยังเหมือนอยู่ในอุโมงค์ แม้จะมีแสงสว่าง แต่ก็ยังอยู่ในความมืดมิดอยู่กับ 6 เดือน ที่ยังไม่มีวัคซีนมาฉีด คนไทยก็จะอยู่ในอาการหวาดผวา การออกมาพูดของตนนั้นเพียงวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้น

ล่าสุด ทางด้าน รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก Harirak Sutabutr ระบุว่า “แค่สงสัยการทำงานเรื่องวัคซีนของรัฐบาลก็กลับถูกดำเนินคดี คุณคิดว่าที่เขากล่าวหาในแต่ละจุดนั้นเข้าข่ายความผิดจริงหรือไม่? ไปย้อนดูแล้วช่วยตัดสินกันหน่อยครับ” คุณธนาธรโพสต์เมื่อสัปดาห์ที่แล้วใน facebook หลังจากออกมา “พูดสด” หัวข้อ “ วัคซีนพระราชทาน ใครได้ใครเสีย”

ก่อนอื่นต้องขอบอกว่า ยังไม่ทันจะต้องคิดอะไร ก็รู้สึกว่า ข้อความนี้บิดเบือนเสียแล้วครับ เพราะคุณธนาธรไม่ใช่แค่ “สงสัย” การทำงานเรื่องวัคซีนของรัฐบาล แต่คุณธนาธรพูดและโยงไปถึงอะไรต่ออะไรมากกว่านั้นมาก ผมย้อนกลับไปดูอีกครั้งแล้วขอสรุปเหมือนเดิมว่า คุณธนาธรตั้งข้อกล่าวหา สรุปความได้ง่าย ๆ ดังนี้

“รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาตัดสินใจทำข้อตกลงซื้อวัคซีนโควิด จากบริษัท Astra Zeneca เป็นหลัก เพียงบริษัทเดียว โดยให้บริษัท Siam Bioscience ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 10 เป็นเจ้าของ เป็นผู้ผลิตวัคซีนในประเทศไทยให้กับ Astra Zeneca

รัฐบาลเลือกบริษัท Siam Bioscience โดยไม่ได้มีการพิจารณาให้โอกาสบริษัทอื่น ๆ รวมทั้งองค์การเภสัช ทั้งที่บริษัท Siam Bioscience รวมทั้งบริษัทลูกทุกบริษัท ยังไม่เคยประสบผลสำเร็จทางธุรกิจเลย มีตัวเลขขาดทุนทุกปี นอกจากนี้รัฐบาลยังให้เงินช่วยเหลือ บริษัท Siam Biosciene อีก 1,490 ล้านบาทด้วย

ผลจากการทำเช่นนี้คือ ประชาชนได้รับวัคซีนช้าเกินไป และครอบคลุมจำนวนประชาชนได้น้อย ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ เขาติดต่อหลายบริษัท และฉีดวัคซีนให้ประชาชนได้เร็วกว่า ครอบคลุมได้มากกว่า ดังนั้นประเทศเหล่านี้จะปลอดจากโควิดได้ก่อนประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสทางเศรษฐกิจไป” นั่นคือข้อกล่าวหาชัด ๆ นะครับ ส่วน implication หรือนัยยะที่ต้องอ่านระหว่างบรรทัด คือ

“รัฐบาลทำเช่นนี้ เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อบริษัท Siam Bioscience ซึ่งไม่เคยประสบความสำเร็จในทางธุรกิจ ที่ตั้งขึ้นจากพระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ 9 และในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงเป็นเจ้าของ และยังช่วยเสริมพระบารมีด้วยว่า วัคซีนนี้คือ “วัคซีน พระราชทาน” โดยละเลยประโยชน์ที่ประชาชนควรจะได้รับ ประชาชนจึงกลายเป็นผู้เสียประโยชน์ และที่ได้ประโยชน์คือ บริษัท Siam Bioscience” นั่นคือข้อกล่าวหาของคุณธนาธร ทั้งที่ชัดเจนและที่ต้องอ่านระหว่างบรรทัด

ล่าสุด คุณธนาธรก็ยังไม่หยุด ยังคงออกมาตั้งคำถามที่ความจริงมีคนทั้งที่เป็นแพทย์และผู้ที่รู้จริงอื่น ๆ ออกมาอธิบายไปทุกประเด็นแล้ว แต่คุณธนาธรยังพยายามไม่เข้าใจ ยังคงยืนยันว่า จะต้องให้ประชาชนได้รับวัคซีนเร็วที่สุด ครอบคลุมจำนวนประชากรให้ได้มากที่สุด โดยไม่กล่าวถึงประเด็นเรื่องความเสี่ยงของวัคซีนที่มีเวลาการพัฒนาและทดสอบน้อยมาก และไม่พูดถึงประเด็นเรื่องการจัดการปัญหาโควิดได้ดีของประเทศไทย จนมีผู้ติดเชื้อน้อยมาก แต่กลับกล่าวหาว่ารัฐบาลประมาท และ ยัง “ไม่สามารถจัดการกับการแพร่ระบาดได้อย่างเบ็ดเสร็จตามที่คาดไว้”

คุณธนาธรยังอดย้ำข้อกล่าวหาเดิมไม่ได้ โดยเขียนข้อความว่า “แต่สิ่งที่ผมกำลังตั้งคำถามคือกระบวนการคัดเลือกบริษัทเอกชนรายใดรายหนึ่งมาทำภารกิจนี้ ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลเป็นจำนวนมาก โดยไม่มีการเปรียบเทียบคุณสมบัติกับรายอื่น ๆ อย่างเป็นระบบ เป็นเรื่องที่เหมาะสมหรือไม่” ยังคงต้องการโยงไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ

ผมได้คุยกับหลานซึ่งเป็นผู้บริหารบริษัท โอเวชั่น สตูดิโอ จำกัด ซึ่งเคยไปถ่ายทำวิดีโอให้กับบริษัท Siam Bioscience เขาเล่าว่า บริษัทนี้มีแต่คนเก่ง ๆ ทุกคนทำงานด้วยใจ และมีความภูมิใจที่ทำงานที่นี่

เมื่อพิจารณาจากการกระทำและเจตนาของคุณธนาธร วิญญูชนที่แม้ไม่ใช่นักกฎหมายน่าจะบอกได้ว่า เข้าข่ายความผิดตามประมาลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือไม่

เป็นที่น่าสังเกตว่า เมื่อปีที่แล้ว ม็อบ 3 นิ้วรุกหนัก โดยคณะก้าวหน้าไม่ได้เปิดตัวมากไปกว่าการไปปรากฏตัวในม็อบ และการให้ความเห็นสนับสนุนเมื่อมีโอกาส แต่หลังจากปีใหม่เป็นต้นมา บทบาทของคณะก้าวหน้าเปลี่ยนไป ช่วงนี้คณะก้าวหน้า เป็นผู้ออกหน้าด้วยการเปิดประเด็นก่อน เริ่มจากคุณธนาธรเปิดประเด็นเรื่อง “วัคซีนพระราชทาน”

จากนั้น อ.ปิยบุตร ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ตั้งคำถามเชิงคัดค้านเรื่องโครงการราชทัณฑ์ปันสุขของพระเจ้าอยู่หัว ว่าไม่มีกฎหมายรองรับ และออกมาตั้งคำถามว่า เหตุใดพระมหากษัตริย์จึงไม่ต้องปฏิญาณตนในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เหมือนอย่างประธานาธิบดี หรือประมุขของประเทศอื่น ๆ

จากนั้น ม็อบขนาดเล็กในยามโควิดก็เกิดขึ้น เพนกวินไปประท้วงบริษัท Siam Bioscience ที่สำนักงานของบริษัท ด้วยประเด็นเดียวกัน และข้อมูลชุดเดียวกันกับของคุณธนาธร ไมค์ ระยอง ก็ไปประท้วงที่กระทรวงการคลัง ให้ตัดงบประมาณที่ให้พระมหากษัตริย์ มาช่วยประชาชนในช่วงโควิดแพร่ระบาด

รุ้ง กับ ทราย ก็เอาผ้าอนามัยและชุดชั้นในไปให้ทัณฑสถานหญิง เรือนจำคลองเปรม เหมือนเป็นการประชด แต่ได้รับการปฏิเสธไม่ให้เข้าไปภายในเรือนจำโดยเจ้าหน้าที่อ้างว่าเป็นช่วงการแพร่ระบาดของโควิด

ยอมรับได้แล้วว่า คณะก้าวหน้า พรรคก้าวไกล และแกนนำม็อบ 3 นิ้ว เคลื่อนไหวร่วมกัน ทำงานสอดรับกันเป็นทีม จะเรียกว่าเป็นเนื้อเดียวกันก็ว่าได้

ภารกิจของคณะก้าวหน้าและม็อบ 3 นิ้วขณะนี้ ดูเหมือนจะมุ่งอยู่เรื่องเดียวคือเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ จะโจมตีในทุกโอกาส ในทุกช่องทางที่มี ส่วนพรรคก้าวไกลก็ไปมุ่งเน้นเรื่องการเสนอแก้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เลิกพูดได้แล้วว่าทำเพราะความหวังดีต่อสถาบันเพราะคนที่เขาหวังดีต่อกันเขาไม่ปฏิบัติต่อกันแบบนี้ ยิ่งไม่ต้องอ้างว่า ทำเพื่อประชาชน

หากผลการเลือกตั้งนายก อบจ. ที่ผ่านมายังไม่ทำให้เข้าใจอีกว่าประชาชนต้องการอะไร ในการเลือกตั้งครั้งต่อ ๆ ไป ทุก ๆ ครั้ง ในทุกระดับ ประชาชนจำเป็นจะต้องส่งสัญญาณและพิสูจน์กันให้ชัดกว่านี้ จนกว่าพวกเขาจะเข้าใจ และเลิกหาเรื่องตอแยกับองค์พระมหากษัตริย์ทุก ๆ พระองค์เสียที