“คนละครึ่ง” คึกคักตามคาด ประชาชนแห่จองสิทธิ์แล้ว 3.8 ล้านคน คาดไม่นานทะลุเป้า 10 ล้านคน

1393

วันนี้ถือเป็นวันแรกที่เปิดให้ประชาชน ลงทะเบียนรับสิทธิ์เงิน 3,000 บาท ผ่านโครงการ “คนละครึ่ง” โดยเปิดให้ลงทะเบียนผ่าน www.คนละครึ่ง.com ตั้งแต่ช่วงเวลา 06.00 น. ที่ผ่านมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับฐานราก สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยโดยเฉพาะกลุ่มหาบเร่ แผงลอย เพื่อให้มีรายได้จากการขายสินค้าเพิ่มขึ้น โดยภาครัฐร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไปผ่านฝ่ายของผู้ซื้อ 50% โดยไม่เกิน 150 บาทต่อคนต่อวัน หรือไม่เกิน 3,000 บาท ต่อคนตลอดระยะเวลาโครงการ

ล่าสุด นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะรองโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าของการลงทะเบียนรับสิทธิ์โครงการคนละครึ่งของประชาชน ที่เปิดให้ลงทะเบียนวันนี้เป็นวันแรก ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ผ่านเว็บไซต www.คนละครึ่ง.comซึ่ง ณ เวลา 13.00 น. มีประชาชนลงทะเบียนแล้วจำนวน 3,800,803 คน 

โดยเงื่อนไขของประชาชนที่สามารถร่วมลงทะเบียนได้จะต้องมีสัญชาติไทยอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปในวันลงทะเบียน มีบัตรประจำตัวประชาชน และไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐซึ่งได้รับสิทธิจากโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประชาชนที่สนใจยังสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ต่อเนื่องทุกวันในช่วงเวลา 06.00 – 23.00 น. จนกว่าจะครบ 10 ล้านคน

ทั้งนี้ ผู้ที่ลงทะเบียนและยืนยันตัวตนสำเร็จแล้ว จะเริ่มใช้จ่ายกับร้านค้าที่ติดตั้งแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ที่เข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2563 ระหว่างเวลา 06.00 น. – 23.00 น. โดยต้องเริ่มใช้จ่ายภายใน 14 วัน นับตั้งแต่วันถัดจากวันที่ตนได้รับ SMS แจ้งรับสิทธิ์ หรือวันที่เปิดให้เริ่มใช้จ่ายตามโครงการ มิเช่นนั้นจะถูกตัดสิทธิ์และไม่สามารถลงทะเบียนได้อีก เช่น ได้รับ SMS ระหว่างวันที่ 16 – 23 ตุลาคม 2563 ต้องใช้สิทธิ์ภายในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2563 เป็นต้น

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

 

สำหรับวิธีการใช้จ่ายกับร้านค้า ท่านสามารถเติมเงินโดยการโอนเงินของท่านไปยังแอปพลิเคชัน”เป๋าตัง” ได้ตามต้องการ โดยไม่จำเป็นต้องโอนครั้งเดียว 3,000 บาท เช่น หากท่านต้องการจ่ายค่าอาหาร 200 บาท ท่านต้องมีเงินใน “เป๋าตัง” อย่างน้อย 100 บาท เพื่อสแกนจ่ายเงินกับร้านค้า “ถุงเงิน” โดยรัฐจะช่วยจ่ายให้ร้านค้าอีก 100 บาท หรือหากท่านจะใช้จ่ายค่าสินค้าจำนวน 400 บาท รัฐจะร่วมจ่ายให้ร้านค้า 150 บาท และท่านต้องมีเงินใน “เป๋าตัง” เพื่อสแกนจ่ายเงินอีกอย่างน้อย 250 บาท ทั้งนี้ ภาครัฐจะร่วมจ่ายไม่เกิน 3,000 บาท ตลอดระยะเวลาโครงการ

1.สาระสำคัญของโครงการคนละครึ่ง (โครงการฯ)

1.1 ช่วงระยะเวลาดำเนินโครงการฯ คือ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563

1.2 คุณสมบัติของผู้ประกอบการร้านค้า (ร้านค้า) ที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการฯ

(1) เป็นผู้ประกอบการสัญชาติไทยที่ไม่ใช่นิติบุคคล

(2) เป็นร้านค้าที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com หรือผ่านสาขาธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (ธนาคารกรุงไทย) และ/หรือให้ความยินยอมตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563

(3) ไม่เป็นร้านค้าที่มีลักษณะเป็นร้านสะดวกซื้อธุรกิจแฟรนไชส์

(4) ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในมาตรการอื่น ๆ ของรัฐ

(5) ไม่เป็นผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของมาตรการอื่น ๆ ของรัฐ หรือฝ่าฝืนมาตรการใด ๆ ของรัฐเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

1.3 คุณสมบัติของประชาชนที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการฯ

(1) มีหมายเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก

(2) มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ ณ วันลงทะเบียน

(3) เป็นผู้มีสัญชาติไทย

(4) ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

(5) ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ผ่านwww.คนละครึ่ง.com ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2563

(6) มีแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” โดยกระบวนการยืนยันตัวตนเพื่อใช้บริการแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” (รวมทั้ง G-wallet ในบริการแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”) ให้เป็นไปตามที่ธนาคารกรุงไทย ซึ่งเป็นผู้จัดทำระบบให้รัฐและเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับข้อมูลการพิสูจน์และยืนยันตัวตนดังกล่าวกำหนด

1.4 รัฐจะสนับสนุนเงินแก่ประชาชนในการซื้ออาหาร เครื่องดื่ม หรือสินค้าทั่วไป จากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ เป็นจำนวนร้อยละ 50 ของราคาสุทธิในใบเสร็จรับเงิน โดยรัฐจะชำระเงินดังกล่าวให้แก่ร้านค้าโดยตรง ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้

(1) ประชาชนต้องชำระค่าอาหาร เครื่องดื่ม หรือสินค้าทั่วไป ให้แก่ร้านค้าผ่านแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง”

(2) จำนวนเงินที่รัฐสนับสนุนให้ต่อหนึ่งหมายเลขประจำตัวประชาชนจะไม่เกินกว่า 150 บาทต่อวัน และไม่เกินกว่า 3,000 บาท รวมตลอดทั้งโครงการฯ

(3) ค่าสินค้า เครื่องดื่ม หรืออาหาร ที่รัฐสนับสนุนเงิน ไม่รวมถึงสลากกินแบ่ง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ ยาสูบที่มีชื่อเรียกอย่างอื่น และบริการต่างๆ

(4) ประชาชนจะต้องใช้สิทธิภายใน 14 วัน นับแต่วันถัดจากวันที่ได้รับข้อความสั้น (SMS) แจ้งว่าได้รับสิทธิ หากไม่ใช้สิทธิภายในเวลาดังกล่าวจะถูกตัดสิทธิ และไม่สามารถลงทะเบียนได้อีก ในกรณีประชาชนลงทะเบียนสำเร็จก่อนวันที่โครงการฯ เริ่มเปิดให้ใช้สิทธิ (23 ตุลาคม 2563) ระยะเวลาดังกล่าวจะเริ่มนับตั้งแต่วันที่โครงการฯ เริ่มเปิดให้ใช้สิทธิ

(5) แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” และแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” จะสามารถใช้งานได้ระหว่างเวลา 06.00-23.00 น. ของทุกวัน

1.5 รัฐจะสนับสนุนเงินตามข้อ 1.4 รวมตลอดระยะเวลาโครงการฯ ไม่เกิน 10 ล้านหมายเลขประจำตัวประชาชน ทั้งนี้ รัฐอาจพิจารณาเพิ่มเติมจำนวนสิทธิได้ในภายหลัง

1.6 การพิจารณาผู้ได้รับสิทธิตามข้อ 1.4 จะพิจารณาเมื่อประชาชนได้รับสิทธิ ตามลำดับก่อนหลัง จนกว่าจะครบจำนวนสิทธิตามข้อ 1.5 หรือจนกว่าจะสิ้นสุดโครงการฯ

2. หลักเกณฑ์และเงื่อนไขสำหรับประชาชนที่เข้าร่วม “โครงการคนละครึ่ง”

2.1 ผู้เข้าร่วมโครงการฯ ต้องปฏิบัติตามสาระสำคัญของโครงการฯ รวมถึงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการฯ

2.2 ห้ามผู้เข้าร่วมโครงการฯ กระทำการใด ๆ ที่สร้างความเข้าใจผิดต่อมาตรการและ/หรือโครงการของรัฐ หรือก่อให้เกิดอุปสรรคต่อการดำเนินโครงการฯ หรือมาตรการอื่น ๆ ของรัฐ

2.3 หากผู้เข้าร่วมโครงการฯ ไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขของโครงการฯ ผู้เข้าร่วมโครงการฯ จะต้องชดใช้ความเสียหายใด ๆ ที่เกิดขึ้นให้แก่รัฐภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งถึงการกระทำดังกล่าว โดยชดใช้ความเสียหายผ่านช่องทางที่กระทรวงการคลังกำหนด

2.4 กระบวนการพิจารณาและดำเนินการตามข้อ 2.3 ให้เป็นไปตามที่กระทรวงการคลังกำหนด

2.5 ผู้เข้าร่วมโครงการฯ ที่ได้รับสิทธิและใช้สิทธิตามข้อ 1.4 (4) แล้ว จะไม่มีสิทธิได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในมาตรการช้อปดีมีคืน