“รุ้ง”อ่วมหนัก!อัยการสั่งฟ้องผิดม.112 คดีที่10 หลัง “พี่ดี้” แจ้งจับ จาบจ้วงสุดรับไม่ได้

2384

จากที่วันนี้ 11 กุมภาพันธ์ 2565 เฟซบุ๊ก ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้โพสต์ข้อความเผยแพร่คดีของแกนนำคณะราษฎรที่น่าสนใจคนหนึ่ง ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการปล่อยตัวชั่วคราวเพื่อออกมาเรียนหนังสือนั้น

ทั้งนี้เนื้อหาที่ศูนย์ทนายฯ เปิดเผยมีบางส่วนที่ระบุว่า เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2565  พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด (สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4) ได้มีคำสั่งฟ้อง “รุ้ง” ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ต่อศาลอาญา ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) ในคดีความสืบเนื่องจากการแชร์โพสต์จากเพจ #แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ระบุถึงข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ต่อรัชกาลที่ 10 ในการชุมนุม #ราษฎรสาส์น เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2563

ในคดีนี้มี “ดี้” นิติพงษ์ ห่อนาค เป็นผู้กล่าวหาปนัสยาไว้ที่ บก.ปอท. เธอเดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียกตั้งแต่เมื่อวันที่ 9  ธันวาคม 2563 โดยในชั้นสอบสวน พนักงานสอบสวน บก.ปอท. ให้ปล่อยตัว โดยไม่มีการขอฝากขัง ก่อนพนักงานอัยการจะมีคำสั่งคดีนี้

คำฟ้องคดีนี้มีนายอานนท์ ปราการรัตน์ เป็นพนักงานอัยการผู้เรียง ระบุโดยสรุปว่า ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข คือรัชกาลที่ 10 องค์ปัจจุบัน ระบุไว้ตามมาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 และมาตรา 6 ระบุว่า องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องไม่ได้

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2563 จำเลยได้หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ ด้วยการส่งต่อข้อมูล รูปภาพ ข้อความ และตัวอักษรที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ เป็นโพสต์เฟซบุ๊กตั้งค่าสาธารณะ โดยโพสต์ดังกล่าวเกี่ยวเนื่องกับการชุมนุม #ราษฎรสาส์น จัดโดยกลุ่ม #แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม มีเนื้อหาเขียนถึงรัชกาลที่ 10 พร้อมเสนอข้อเรียกร้องทั้งหมด 3 ข้อ

  1. ขอเรียกร้องให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องมาจากการบริหารบ้านเมืองที่ล้มเหลว และเป็นต้นตอของปัญหาบ้านเมืองในปัจจุบัน 2. เรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นของประชาชน ซึ่งต้องแก้ไขทุกหมวด ทุกมาตรา ไม่เว้นแม้แต่หมวด 1 หมวด 2 ที่มิอาจแตะต้องมาเป็นเวลานาน 3. เรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ซึ่งมิใช่การล้มล้าง เพื่อให้สถาบันฯ อยู่อย่างมั่นคง สถาพร ภายใต้รัฐธรรมนูญ

อัยการระบุว่า จดหมายดังกล่าวทำให้คนทั่วไปที่พบเห็นโพสต์เข้าใจได้ว่ารัชกาลที่ 10 ทรงมีความเป็นอยู่สุขสบาย และไม่ต้องปฏิบัติพระราชภารกิจใดๆ อีกทั้งมีการกระทำที่เป็นศัตรูกับประชาชน ข้อความดังกล่าวเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงและปลุกปั่น ทำให้ประชาชน และบุคคลทั่วไปเกิดความตระหนกตกใจ เกิดความเข้าใจผิดและถูกชักจูงให้ต่อต้านพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันหลักและศูนย์รวมจิตใจของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ

จนอาจนำมาซึ่งความเกลียดชัง หรือความแตกแยกในสังคม ถึงขั้นออกมากระทำความผิดต่อกฎหมาย ก่อความเดือดร้อน หรือก่อให้เกิดความไม่สงบของประชาชนในประเทศ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร

พนักงานอัยการทิ้งท้ายในคำฟ้องว่า หากจำเลยขอยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว โจทก์ขอคัดค้าน เนื่องจากเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง และเป็นคดีเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร

ภายหลังจากที่อัยการมีคำสั่งฟ้อง ทนายความได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวจำเลยชั่วคราวในชั้นพิจารณาคดี และศาลอาญาได้มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว โดยให้วางหลักประกันจำนวน 90,000 บาท ซึ่งเป็นหลักทรัพย์จากกองทุนราษฎรประสงค์

ศาลยังกำหนดเงื่อนไขการประกันตัว ระบุว่า 1. ห้ามจำเลยทำกิจกรรมหรือกระทำการใดใดที่อาจกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และศาลในทุกด้าน  2. ห้ามจำเลยเข้าร่วมชุมนุมที่อาจก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง  3. ห้ามจำเลยเดินทางออกนอกราชอาณาจักรจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

“และให้ตั้งผู้ช่วยศาสตราจารย์ บุญเลิศ วิเศษปรีชา อาจารย์ที่คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้กำกับดูแล และให้จำเลยมารายงานตัวต่อศาลทุก 30 วัน หรือพร้อมกับคดีของศาลที่จำเลยได้รับการปล่อยตัวไปแล้วในระหว่างการปล่อยชั่วคราวอันจำกัดนี้ และให้จำเลยมารายงานตัวและส่งตัววันที่ 16 มิ.ย. 2565 เวลา 10.00 น. ศาลยังกำหนดนัดตรวจพยานหลักฐานในคดีต่อไปในวันที่ 4 เม.ย. 2565 เวลา 9.00 น.”

ทั้งนี้ ปนัสยาถูกกล่าวหาในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ไปแล้วรวม 10 คดี โดยล่าสุดเธอเพิ่งได้รับหมายเรียกจาก บก.ปอท. ในคดีซึ่งระบุว่ามี กัญจ์บงกช เมฆาประพัฒน์สกุล เป็นผู้กล่าวหา