ชะตาขาลงเฟซบุ๊ก!?ผู้นำสหภาพยุโรปฟาด ชีวิตจะดีมากหากไม่มีเฟซบุ๊ก เฉ่งมาร์ก ซักเคอร์เบิร์กปิดไปเลยอย่าท้า

925

ก่อนหน้านี้ ทาง Meta ได้ออกมาให้ข่าวในทำนองที่ว่า จะปิดบริการ Facebook และ Instagram ในกลุ่มประเทศยุโรป เนื่องจากปัญหาด้านข้อกฎหมาย รวมถึงไม่สามารถทำการแลกเปลี่ยนข้อมูลจากผู้ใช้ในยุโรปกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งกระทบต่อความสามารถในการยิง Ads โฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมายบนแพลตฟอร์ม

แต่ทางฝั่งยุโรปก็มีการโต้ตอบเรื่องนี้กลับมา โดยรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจของเยอรมนี ที่เคยมีประวัติบัญชี Facebook และ Twitter ของเขาถูกแฮ็กเมื่อ 4 ปีที่แล้ว เขากล่าวว่าปัจจุบันชีวิตของเขาดีขึ้นอย่างน่าตกใจตั้งแต่เลิกใช้ Facebook เขากล่าวว่า สหภาพยุโรปมีตลาดภายในที่มีขนาดใหญ่และทรงอิทธิพลทางเศรษฐกิจมากพอ หากประเทศต่างๆ ในยุโรปร่วมมือกัน คำขู่ดังกล่าวจาก Meta จะไม่มีผลกระทบใดๆ กับพวกเขาเลย

รวมถึง รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของฝรั่งเศสได้ออกมาตอบโต้คำขู่ของ Meta ว่า “ผมยืนยันได้เลยว่าชีวิตเราดีได้โดยไม่จำเป็นต้องมี Facebook”

วันที่ 9 ก.พ.2565 สำนักข่าวยูโรนิวน์และสื่อโซเชียลมิเดีย ต่างเผยแพร่ข่าวที่ เฟซบุ๊กขู่จะเลิกกิจการในยุโรป

ปัญหานี้เกิดจากกฎระเบียบด้านข้อมูลของยุโรปที่ป้องกันไม่ให้ Meta ซึ่งเดิมเรียกว่า Facebook ถ่ายโอน จัดเก็บ และประมวลผลข้อมูลของชาวยุโรปบนเซิร์ฟเวอร์ในสหรัฐอเมริกา

ผู้นำยุโรปตอบโต้คำขู่ของ Metaว่า “หลังจากที่ฉันถูกแฮ็ก ฉันใช้ชีวิตโดยปราศจาก Facebook และ Twitter มาเป็นเวลา 4 ปีแล้ว และชีวิตก็แสนวิเศษ”    โรเบิร์ต ฮาเบ็ค(Robert Habeck) รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจคนใหม่ของเยอรมนีกล่าวกับผู้สื่อข่าวระหว่างการประชุมที่ปารีสเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของฝรั่งเศส บรูโน เลอ แมร์(Bruno Le Maire) กล่าวร่วมกับเพื่อนร่วมงานชาวเยอรมันว่า “ฉันยืนยันได้ว่าชีวิตจะดีมากถ้าไม่มี Facebook และเราจะอยู่ได้อย่างดีถ้าไม่มี Facebook”

ก่อนหน้านี้ Meta สามารถใช้เฟรมเวิร์กการถ่ายโอนข้อมูลที่เรียกว่า Privacy Shield เป็นพื้นฐานทางกฎหมายเพื่อดำเนินการถ่ายโอนข้อมูลข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก

แต่ในเดือนกรกฎาคม 2020 ศาลยุติธรรมแห่งยุโรป(Bloc)ได้เพิกถอนสนธิสัญญาเนื่องจากละเมิดการปกป้องข้อมูล ผู้มีอำนาจทางกฎหมายสูงสุดของ Bloc แย้งว่ามาตรฐานนี้ไม่ได้ปกป้องความเป็นส่วนตัวของชาวยุโรปอย่างเพียงพอ ด้วยเหตุนี้ บริษัทในสหรัฐอเมริกาจึงถูกจำกัดในการส่งข้อมูลผู้ใช้ในยุโรปไปยังสหรัฐอเมริกา และต้องพึ่งพา SCC หรือข้อสัญญามาตรฐานแทน

สหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกากล่าวว่าพวกเขากำลังดำเนินการเกี่ยวกับสนธิสัญญาฉบับใหม่หรือฉบับปรับปรุง

นอกจากนี้ Meta ยังต้องเผชิญกับคดีแพ่งมูลค่าสูงถึง 2,700 ล้านยูโรในข้อกล่าวหาว่าใช้ข้อมูลของผู้ใช้ Facebook ในสหราชอาณาจักรเพื่อหากำไร

ผู้เชี่ยวชาญด้านการแข่งขันในสหราชอาณาจักรกล่าวว่าผู้ใช้ Facebook ในสหราชอาณาจักรมากถึง 44 ล้านคนได้รับความเสียหายมีมูลค่าร่วมกัน 2,300 ล้านปอนด์ (2,700 ล้านยูโร) เมื่อFacebook เปลี่ยนชื่อเป็น Meta ทำให้เกิดคดีฟ้องร้องแบบกลุ่มต่อ Meta 

ดร.ลิซ่า ลอฟดาล กอร์มเซน( Liza Lovdahl Gormsen)ผู้เชี่ยวชาญด้านการแข่งขันของสหราชอาณาจักร กล่าวหาว่า Facebook ใช้อำนาจเหนือตลาดโดยมิชอบ ด้วยการกำหนดข้อกำหนดและเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ใช้ในสหราชอาณาจักรเพื่อใช้ประโยชน์จากข้อมูลส่วนบุคคลของพวกเขา

กอร์มเซน กล่าวว่า Meta กำหนด “ราคาที่ไม่เป็นธรรม” สำหรับผู้ใช้ Facebook ในสหราชอาณาจักรเพราะพวกเขาแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อเข้าถึงเครือข่ายฟรี ในขณะที่โซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่สร้างรายได้นับพันล้านจากข้อมูลของผู้ใช้ ซึ่งเรื่องนี้ยังต้องต่อสู้ในขั้นศาลต่อไป

ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รายงานทางการเงินของ Meta พบว่าหุ้นของบริษัทดิ่งลง 25% หลังจากที่ยักษ์ใหญ่โซเชียลมีเดียสูญเสียผู้ใช้งานรายวันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ในวันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ Meta ปิดตัวลงโดยมีมูลค่าตลาดต่ำกว่า 600 พันล้านดอลลาร์ (525 พันล้านดอลลาร์) เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่พฤษภาคม 2020

หมายเหตุ:ข้อสัญญามาตรฐาน (SCC)

ในการโอนข้อมูลส่วนตัวเกี่ยวกับการโฆษณาออนไลน์และการวัดผลออกจากเขตเศรษฐกิจยุโรป สหราชอาณาจักร หรือสวิตเซอร์แลนด์ Google จะดำเนินการโดยอ้างอิงตามข้อสัญญามาตรฐาน (SCC) ของคณะกรรมาธิการยุโรป สำหรับบริการของผู้ประมวลผลข้อมูล ข้อกำหนดการประมวลผลข้อมูลของ Google Ads จะรวม SCC สําหรับการโอนข้อมูลส่วนตัวไปยังผู้ประมวลผลข้อมูลที่ก่อตั้งในประเทศที่สามเอาไว้ด้วย สำหรับบริการของผู้ควบคุมข้อมูล ข้อกำหนดของ Google Ads 

ด้านการคุ้มครองข้อมูลระหว่างผู้ควบคุมข้อมูลจะรวม SCC สําหรับการโอนข้อมูลส่วนตัวไปยังผู้ควบคุมข้อมูลที่ก่อตั้งในประเทศที่สามเอาไว้ด้วย ทุกครั้งที่มีการโอนข้อมูลส่วนตัวที่เกี่ยวกับข้อมูลดังกล่าว SCC ที่ระบุไว้ในสัญญาของพาร์ทเนอร์กับ Google จะมีผลบังคับใช้ด้วย

หากพาร์ทเนอร์ประมวลผลข้อมูลส่วนตัวที่มาจากเขตเศรษฐกิจยุโรป สหราชอาณาจักร หรือสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นข้อมูลของ Google ที่ได้จากการใช้ Google Ad Manager ของพาร์ทเนอร์

-พาร์ทเนอร์จะใช้ข้อมูลส่วนตัวดังกล่าวได้เฉพาะตามที่ได้รับการยินยอมจากเจ้าของข้อมูลที่เกี่ยวข้องเท่านั้น

-พาร์ทเนอร์จะต้องปกป้องข้อมูลส่วนตัวดังกล่าวในระดับที่เทียบเท่ากับข้อกำหนดของ SCC เป็นอย่างน้อย และ

-หากพาร์ทเนอร์พิจารณาว่าตนไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดข้างต้นได้ พาร์ทเนอร์จะต้องแจ้งต่อ Google เป็นลายลักษณ์อักษร และยุติการประมวลผลข้อมูลส่วนตัวหรือดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสมและสมเหตุสมผลเพื่อเป็นการชดเชยที่ปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าวไม่ได้