หน้าหงายทั้งแถบ!? “โบว์- บก.ลายจุด” ฟาดสามนิ้ว ปกป้อง “ลูกสาวตั้ว” หลังถูกทัวร์ลงหนัก

2197

สืบเนื่องจากกรณีที่โลกออนไลน์พากันติด #SITALA และ #แบนลูกหนัง พร้อมขุดประเด็นเรื่องในอดีตของตั้ว ศรัณยู วงษ์กระจ่าง แกนนำ กปปส.หรือพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เรียกร้องการปฏิรูป ติดเทรนด์ทวิตเตอร์ 2 วันติด โดยมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงลูกสาวของตั้ว คือ “ลูกหนัง” ศีตลา วงษ์กระจ่าง ที่ได้เดบิวต์เป็นศิลปินเกาหลีใต้

โดยในทวิตเตอร์ออฟฟิเชียลของวง H1-KEY ได้โพสต์เปิดตัวสมาชิกทั้ง 4 คน โดยในส่วนของ ลูกหนัง นั้นมีการแนะนำตัว เช่น เป็นคนไทย สูง 173 ซม. เป็นแฟชั่นนิสต้า มีพ่อเป็นต้นแบบ ศิลปินคนโปรด คือ เทย์เลอร์ สวิฟต์ ฯลฯ พร้อมติดแฮชแท็ก #SITALA

ต่อมาก็ถูกทัวร์สามนิ้วลงอย่างหนัก ว่าจะไม่สนับสนุน ไม่ควรดีใจที่ลูกหนังจะไปเป็นศิลปินเกาหลี เพราะในอดีตพ่อเขาสร้างวีรกรรมไว้ พร้อมพาลจะแบน ไม่ขอสนับสนุนผลงาน ทั้งนี้ยังมีการเปรียบเทียบด้วยว่า ในขณะที่ลูกสาวตั้ว ได้เดินตามความฝัน แต่มีเด็กอีกหลายคนต้องติดคุก เพราะออกมาชุมนุมนั้น

ขณะที่ทางด้านโบว์ ณัฏฐา นักเคลื่อนไหวกิจกรรมการเมือง ยังได้ทวีตข้อความ ระบุด้วยว่า

Timeline การเมืองก่อนกรณี #แบนลูกหนัง
2008 การชุมนุมพันธมิตร (ลูกหนัง 12 ขวบ)
รัฐประหาร – เลือกตั้ง
2010 การชุมนุมเสื้อแดง
2011 เลือกตั้ง
2013-14 การชุมนุม กปปส.
2014 รัฐประหาร
2019 เลือกตั้ง
2020 พ่อลูกหนัง “ศรันยู” เสียชีวิต 2020
2021 Sitala’s debut (ลูกหนังอายุ 25 ปี)

ในทางการเมือง ปัจเจกบุคคลมีสิทธิแสดงออกและมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบกับการกระทำของตนเองตามกฎหมาย ส่วนการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ทางการเมืองนั้นมีปัจจัยอีกมาก จะไปโยนให้ใครคนใดคนหนึ่งรับผิดชอบกับการกระทำของรัฐหรือกองทัพไม่ได้ บ่อยครั้งปัจเจกบุคคลก็เป็นเหยื่อของสถานการณ์และการปลุกปั่นเช่นกัน

ส่วนทางด้านนายสมบัติ บุญงามอนงค์ บก.ลายจุด ก็ได้แสดงความคิดที่เห็นต่างกับกลุ่ม 3 นิ้วด้วยว่า “เมื่อศัตรูไล่ล่าลูกสาวของผม ผมไม่แน่ใจว่าเขาเป็นศัตรูของผมหรือเปล่า แต่พวกเขามองผมเป็นศัตรู เพียงแค่ผมยืนอยู่คนละฝั่งกับความคิดทางการเมืองของพวกเขา ผมคือเป้าหมายที่ต้องถูกทำลาย และไม่เพียงเฉพาะผมแต่หมายถึงองค์กรที่ผมสร้างขึ้นมาเพื่อที่จะช่วยเหลือผู้คนพวกเขาก็ยังอยากเห็นมันล่มสลายไปด้วย (เรื่องนี้ยาวขอยังไม่เล่า)

แต่ผมไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกันจะนำไปสู่ความเกลียดชังถึงลูกสาวของผมซึ่งขณะนั้นยังเป็นเยาวชนคนหนึ่ง วันหนึ่งมีคนทำใบปลิวโจมตีลูกสาวผมแจกอยู่ที่หน้าสวนหลวง ร. 9 ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พักของลูกสาวที่กรุงเทพ มีจิตแพทย์เด็กที่มีความเห็นต่างทางการเมืองกับผมเขียนบทความตำหนิสั่งสอนลูกสาวผมอย่างเจ็บแสบ และมีอีกหลายกรณีที่ผมขอไม่เอ่ยถึง

แม้ผมจะเชื่อมั่นในความคิดและการกระทำในทางการเมืองของผมว่าอยู่บนหลักการที่ถูกต้อง แต่ผมก็ยังเผื่อไว้ว่าจุดยืนทางการเมืองของผมย่อมมีคนไม่พอใจอยู่จำนวนหนึ่งซึ่งในขณะนั้นคงมีไม่น้อยทีเดียว แต่ผมไม่เคยเผื่อใจว่าพวกเขาจะเอาความเกลียดชังในตัวผมไปลงกับลูกสาวผมได้ มองในเชิงเหตุผลแล้วผมนึกยังไงก็ไม่มีเหตุผล นอกเสียแต่ว่าสิ่งนั้นเกิดจากความเกลียดชังและอคติล้วน ๆ

ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง ผมระมัดระวังอย่างยิ่งที่จะไม่ให้สถานการณ์นำทางผมไปเป็นปีศาจเฉกเช่นคนเหล่านั้น ไม่ใช่เพราะโลกสวยเพราะโดนมากับตนเอง แต่ไม่อยากเป็นคนเฮงซวยเช่นนั้น

ผมเขียนเล่าเรื่องราวของผมและลูกสาว ถ้าคิดว่าอยากด่าผมเพราะผมไปปกป้องลูกสาวคนอื่นที่คุณมองเขาเป็นศัตรู ผมขอปฏิเสธ แต่ผมปกป้องหลักการที่จะไม่โอนถ่ายความเกลียดชังที่เรามีต่อพ่อไปสู่ลูก นี่ไม่ใช่มรดก ถ้าใครจะโดนตำหนิต้องเป็นการกระทำของคน ๆ นั้นในระดับเดียวที่เขาเป็นผู้กระทำและรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง”