หอกข้างแคร่ทรัมป์ลอยนวลทำไบเดนสะพรึง?!?วุฒิสภาสหรัฐฯคว่ำมติถอดถอน ทรัมป์ประกาศชัย ขู่แรงการต่อสู้เพิ่งเริ่ม

603

สว.สหรัฐฯ 57 รายลงมติว่า อดีตปธน.ทรัมป์ มีความผิด ขณะที่สว. 43 คนลงมติไม่เห็นด้วย เสียงไม่ถึง 2 ใน 3 จึงลงมติ ให้ทรัมป์ไม่มีความผิดตามข้อกล่าวหา ปลุกปั่นยุยงทำให้เกิดการบุกรัฐสภา 6 ม.ค.2564 ทรัมป์ประกาศชัยชนะและกล่าวว่านี่แค่เริ่มต้น จับตาการการเคลื่อนไหวนอกสภาของกลุ่มหัวรุนแรงที่ฝ่ายความมั่นคงฯรายงานว่ามีอยู่ถึง 3.6 ล้านคน และบทบาทใหม่ของทรัมป์ที่จะทำให้ไบเดนต้องเลือก การจัดการปัญหาขัดแย้งภายในประเทศที่จะปะทุในระหว่างการครองอำนาจของเขาว่า จะใช้วิธีโน้มน้าวกล่อมให้กลับใจหรือจะใช้วิธีกระชับอำนาจปราบปราม

วันที่ 13 ม.ค.2564 สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า วุฒิสภาสหรัฐได้ลงมติให้อดีตปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ พ้นจากข้อกล่าวหา ยุยงปลุกปั่นให้กลุ่มผู้สนับสนุนบุกเข้าไปในอาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 ม.ค.2564 และในการลงมติครั้งนี้สรุปผลดังนี้คือ 

-สมาชิกวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครตลงคะแนน 50 เสียง ทรัมป์กระทำความผิด

-สว.พรรครีพับลิกันแหกคอกอีก 7 เสียง ว่าทรัมป์กระทำความผิดจริง 

สว.พรรครีพับลิกันบารมีทรัมป์ยังมี ลงมติไม่เห็นด้วย 43 เสียง  

สรุปผลสว.ออกเสียง 57 ต่อ 43 เสียง คะแนนเสียงยังไม่ถึง 2 ใน 3 ตามกฎฯการลงมติของวุฒิสภา จึงลงมติ อดีตปธน.ทรัมป์ไม่มีความผิดตามข้อกล่าวหา

นายชัค ชูเมอร์ แกนนำพรรคเดโมแครตในวุฒิสภาสหรัฐ ได้ออกมากล่าวว่า เขารู้สึกเสียใจกับการลงมติในครั้งนี้ โดยระบุว่า การลงมติของวุฒิสภา “ผิดวิสัยอเมริกัน” และเป็นการดูถูกประชาชนที่รักประเทศนี้ นายชูเมอร์กล่าวว่า”อดีตประธานาธิบดีสหรัฐได้ปลุกปั่น ชี้ช่อง และสนับสนุนกลุ่มผู้ประท้วงให้ออกมาขัดขวางกระบวนการเปลี่ยนผ่านอำนาจ ซึ่งเป็นการล้มล้างเจตจำนงของประชาชน และเป็นการให้อำนาจต่อประธานาธิบดีอย่างผิดกฎหมาย”

นายไมเคิล แวนเดอร์วีน หนึ่งในทีมทนายของทรัมป์ต่อว่าสื่อว่า รายงานทุกอย่างอย่างอคติ ไม่เป็นธรรมกับลูกความของเขา และเรียกร้องให้กลับมามีจรรยาบรรณในการรายงานข้อเท็จจริงต่างๆมากกว่าที่เป็นอยู่

ด้านอดีตปธน.ทรัมป์ได้ประกาศชัยชนะ หลังจากที่รอดพ้นจากการไต่สวนเป็นครั้งที่ 2 โดยระบุว่า การถอดถอนเป็นเพียงวิธีการล่าแม่มดของฝ่ายตรงข้าม และเข้าเป็นผู้ชนะ และการต่อสู้ทางการเมืองของเขา “เพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น” นายทรัมป์ กล่าวว่า “เรื่องราวต่างๆเป็นความเคลื่อนไหวครั้งประวัติศาสตร์ที่น่าภาคภูมิใจและสวยงามเพื่อสร้างอเมริกาให้ยิ่งใหญ่อีกครั้ง และมันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น  โดยในเดือนหน้า ผมมีอีกหลายสิ่งที่อยากจะแบ่งปันให้พวกคุณ ผมตั้งตารอที่จะได้สานต่อเส้นทางนี้ เพื่อบรรลุเป้าหมายในการสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับชาวอเมริกันทุกคน”

ผลสรุปของการต่อสู้ทางการเมืองในรัฐสภาของ สหรัฐฯ ระหว่างพรรคเดโมแครตโดย ปธน.โจ ไบเดนและพรรครีพับลิกัน โดยอดีตปธน.โดนัลด์ทรัมป์ ยกแรกนี้ เดโมแครตแพ้  ไม่อาจกลบฝังทรัมป์ทางการเมือง ปิดโอกาสทรัมป์เล่นการเมืองเบ็ดเสร็จได้ ปธน.โจ ไบเดนถึงกับออกปากมาก่อนหน้านี้แล้วว่า เป็นการยากที่จะให้วุฒิสภาลงมติถอดถอนตามคำร้องของสภาผู้แทนราษฎร เพราะเสียงก้ำกึ่งกัน 50 ต่อ 50 เสียง

กระบวนการลงมติถอดถอนนี้เกิดขึ้น หลังสมาชิกสภาสูงรับฟังข้อมูลและหลักฐานจากทั้งทีมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรคเดโมแครต ผู้ยื่นเรื่องถอดถอนและทีมทนายความของอดีตปธน.ทรัมป์ เป็นเวลา 3 วัน ก่อนที่ตัวแทนจากทั้งสองฝ่ายจะกล่าวแถลงปิดคดีในช่วงบ่าย

ทั้งนี้ การที่จะลงมติชี้ว่า อดีตปธน.ทรัมป์ ซึ่งเป็นผู้นำคนแรกของสหรัฐฯ ที่ถูกยื่นถอดถอน 2 ครั้ง มีความผิดและสมควรถูกถอดถอนนั้น จะต้องใช้เสียงวุฒิสมาชิก 2 ใน 3 ของสมาชิกวุฒิสภา อันประกอบด้วยสมาชิกสังกัดพรรคเดโมแครตจำนวน 50 คนและต้องการเสียงจากสมาชิกสังกัดพรรครีพับลิกันอย่างน้อยอีก 17 คน

ก่อนหน้าการลงมติในบ่ายวันเสาร์ที่ 13 ก.พ.2564 ตามเวลาสหรัฐฯ วุฒิสมาชิกสังกัดพรรครีพับลิกัน 5 รายได้ออกเสียงร่วมกับวุฒิสมาชิกสังกัดพรรคเดโมแครตทั้ง 50 คน เพื่อเชิญพยานขึ้นให้ปากคำ ซึ่งทำให้กระบวนการไต่ส่วนยืดออกไป แต่หลังการพักการไต่ส่วนในช่วงเที่ยง วุฒิสภาสหรัฐฯ ประกาศว่าจะใช้แถลงการณ์ไม่เรียกพยานอีกต่อไป ทำให้กระบวนการเดินหน้าไปสู่การแถลงปิด และการลงมติในที่สุด

ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครตนำเสนอข้อมูลต่างๆ โดยเฉพาะคำพูดของอดีตปธน.ทรัมป์ ที่กล่าวออกมาในระหว่างการขึ้นเวทีผู้ชุมนุมในวันที่ 6 ม.ค.2564  ซึ่งถูกเน้นย้ำว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้กลุ่มผู้สนับสนุนบุกเข้ายึดอาคารรัฐสภา ในระหว่างที่วุฒิสภาสหรัฐฯ กำลังดำเนินกระบวนการรับรองผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 46 นายโจ ไบเดน

ทนายความของทรัมป์โต้แย้งว่าคำปราศรัย ณ เวทีชุมนุมของทรัมป์นั้น ได้รับการปกป้องจากสิทธิตามรัฐธรรมนูญ สำหรับพูดแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี และบอกว่ากระบวนการไต่สวนทรัมป์นั้นไม่เป็นไปตามหลักรัฐธรรมนูญ

ทนายความจำเลยกล่าวหาพรรคเดโมแครต ว่าเป็นเพียงแค่พยายามปิดปากทรัมป์ ในฐานะฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง เนื่องจากหวั่นกลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากันอีกในอนาคต พร้อมบอกว่าเดโมแครตพยายามทำให้การปราศรัยที่พวกเขาไม่เห็นด้วยเป็นอาชญากรรม และมีเป้าหมายปฏิเสธเสียงของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งหลายสิบล้านคนที่สนับสนุนทรัมป์นอกจากนี้ บรรดาทนายความของทรัมป์ ยังโต้แย้งด้วยว่าการพิจารณาครั้งนี้ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะว่าเขาพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว

และเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 ก.พ.2564 วุฒิสมาชิกจากพรรครีพับลิกัน ทั้งหมด 3 ราย ได้แก่ ลินด์ซีย์ แกรห์ม จากรัฐเซาท์แคโรไลนา เท็ด ครูซ จากรัฐเท็กซัส และ ไมค์ ลี จากรัฐยูทาห์ ซึ่งมีหน้าที่เป็นสมาชิกคณะลูกขุนในการไต่สวนคดีนี้ ได้ร่วมประชุมกับทีมทนายของอดีตปธน.ทรัมป์ ซึ่งรายงานข่าวชี้ว่าเป็นสิ่งที่ดูไม่ปกตินัก

ความเคลื่อนไหวของวุฒิสภา เกิดขึ้นท่ามกลางความแตกแยกอย่างหนักในสหรัฐฯ จากประเด็นต่างๆ นานา ทั้งโรคระบาดใหญ่ไวรัสโควิด-19สายพันธุ์ใหม่การเมืองแตกแยก,การเหยียดผิวสี, ปัญหาเศรษฐกิจถดถอย , ความขัดแย้งในสังคมและศาสนา ทั้งนี้ การพิจารณาถอดถอนทรัมป์ยิ่งทำให้เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายมากขึ้น แม้ประธานาธิบดีโจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครต ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 ม.ค. สามารถเอาชนะ ทรัมป์ ในศึกเลือกตั้ง และเรียกร้องช่วงเวลาแห่งการเยียวยาและสามัคคีกัน ดูเหมือนความเป็นจริงไม่อาจเป็นไปตามคำร้องขอของประธานาธิบดีคนใหม่เสียแล้ว  หลัง 4 ขวบปีแห่งความยุ่งเหยิงของทรัมป์และตามการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง แตกต่าง

ผลสำรวจความคิดเห็นของรอยเตอร์ที่จัดทำโดยสำนักโพลอิสโซป พบว่า มีผู้ใหญ่ชาวสหรัฐฯ 71% เชื่อว่าอย่างน้อยๆ ทรัมป์ ควรมีส่วนรับผิดชอบบางส่วนสำหรับเป็นคนเริ่มชนวนการจู่โจมอาคารรัฐสภา แต่มีเพียงแค่ราวๆ 50% ที่คิดว่า ทรัมป์ ควรถูกลงโทษฐานยุยงก่อกบฏ

ทรัมป์ เป็นประธานธิบดีคนแรกที่ถูกสภาผู้แทนราษฎรลงมติถอดถอนซ้ำ 2 ครั้งในสมัยดำรงตำแหน่ง แต่ไม่สำเร็จเพราะวุฒิสภาไม่เอาด้วย และเป็นประธานาธิบดีรายที่ 3 ในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ ที่ถูกลงมติถอดถอนโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่วุฒิสภายังคงไม่เคยมีมติถอดถอนประธานาธิบดีรายใดเลย

อดีตประธานาธิบดีทรัมป์ วัย 74 ปี ยังคงมีอิทธิพลค่อนข้างสูงในพรรครีพับลิกันและมหาเศรษฐีที่ผันตัวสู่แวดวงการเมืองรายนี้ กำลังพิจารณาลงชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีอีกสมัยในปี 2024 ซึ่งอาจในนามพรรครีพับลิกัน หรือพรรคผู้รักชาติ(The Patriots:เดอะแพรตทริออตส์) ที่เขาประกาศกับผู้สนับสนุนว่าจะจัดตั้งขึ้นเดินแนวทางชาตินิยมสุดโต่ง นับจากนี้ไปการเมืองนอกสภาของสหรัฐอเมริกาจะดุเดือดเพียงใด  ไทยต้องจับตา เพราะนโยบายต่างประเทศของโจ ไบเดนรุกคืบอาเซียนผ่านกรณียึดอำนาจของเมียนมา กระทบถึงประเทศไทยทั้งการเมืองร้อนและการทหารด้านความม้่นคงทางทะเลอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง!