เมกาเผชิญวิกฤตเพดานหนี้?!? รีพับลิกันยื้อปลดล็อก ขย่มเดโมแครต ลากไส้กันเละ

500

สหรัฐฯ มีหนี้สะสมยอดรวมปัจจุบัน 28.5 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งทุกคนรู้ดีว่าไม่มีทางที่จะชำระคืนได้ เพียงแต่ยื้อเวลาด้วยการกู้เพิ่มและพิมพ์ธนบัตรดอลลาร์มาชำระหนี้และค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยที่ประเทศอื่นๆ ก็รู้ว่าสหรัฐฯ นั้นมีหนี้มากเกินกว่าที่จะใช้คืนได้ และเจ้าหนี้รายใหญ่เป็นผู้ถือครองพันธบัตรของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ มีทั้งจีนและญี่ปุ่นรวมทั้งกลุ่มประเทศยุโรป

สถานการณ์ล่าสุด สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญวิกฤตหนักเมื่อนักการเมืองทั้งพรรครีพับลิกัน และพรรคเดโมแครตต่างเล่นเกมกรณีความต้องการของรัฐบาลประธานาธิบดีโจ ไบเดนในการยกระดับเพดานการก่อหนี้ โดยหวังจะกู้เงินเพิ่มสำหรับค่าใช้จ่าย ซึ่งจะนำไปสู่การผิดนัดชำระหนี้ถ้าไม่สามารถตกลงกันได้ส่งผลให้อาจต้องชัทดาวน์สำนักงานอีกครั้ง และการช่วยเหลือประชาชนก็จะล่าช้าต่อไปอีก

ครั้งนี้พรรคหรือรีพับลิกันก็เล่นเกมเต็มที่เพราะรู้อยู่แล้วว่ารัฐบาลต้องการเงินอย่างมากภายในระยะเวลาที่เหลือไม่มากนักก่อนที่จะประสบภาวะของการผิดนัดชำระหนี้ และสร้างความปั่นป่วนต่อตลาดเงินและระบบเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศ

รัฐมนตรีคลังนางเจเน็ต เยลเลน ได้เตือนว่ารัฐบาลจะเงินหมด และจะไม่มีมาตรการอะไรช่วยเหลือได้ถ้าระดับเพดานการก่อหนี้ไม่เปลี่ยนแปลงภายในวันที่ 18 ตุลาคม นั่นหมายถึงว่ารัฐบาลจะผิดนัดการชำระหนี้และหมดความน่าเชื่อถือในตลาดการเงินโลก

สั่งซื้อ คลิก!!
สั่งซื้อ คลิก!!

 

นายเจมี ไดมอน ของธนาคารเจพีมอร์แกนเชส กล่าวว่าได้เตรียมพร้อมมาตรการต่างๆ เพื่อรับกับสถานการณ์ในกรณีที่รัฐบาลผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งการเตรียมการมีทั้งการประเมินผลกระทบต่อตลาดการเงิน ระดับของเงินทุน การติดต่อระหว่างลูกค้าและอันดับเครดิตของประเทศ

แม้จะมั่นใจว่าผลสุดท้ายจะมีข้อตกลงกันแต่ก็ยังวางใจไม่ได้ และต้องพร้อมรับกับสถานการณ์รวมทั้งความผันผวนของตลาดทุน ตลาดเงิน ถ้าเกิดการผิดนัดชำระหนี้จะส่งผลกระทบไปทั่วโลกเพราะสหรัฐฯ เป็นลูกหนี้รายใหญ่ที่สุดในโลก และไม่มีหนทางที่จะชำระหนี้คืนได้ นอกจากตั้งหน้าตั้งตาผลิตธนบัตรดอลลาร์ออกมาใช้จ่ายซึ่งจะนำไปสู่การลดค่าและความเสียหายที่ประเมินไม่ได้

ไดมอน กล่าวว่า“ครั้งก่อนการเตรียมการรับสถานการณ์ในแบบเดียวกัน ได้ทำให้เราต้องเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็นมากถึง 100 ล้านดอลลาร์”

สภาวะเช่นนี้เป็นการทดสอบความเป็นผู้นำของประธานาธิบดีโจ ไบเดนว่าจะสามารถชักนำให้กฎหมายยกระดับเพดานหนี้ผ่านการอนุมัติได้หรือไม่ เพราะพรรคเดโมแครตก็ครองเสียงข้างมากทั้งในสภาคองเกรสและวุฒิสภา

เงินสกุลดอลลาร์ถือเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจและตลาดการเงินของโลก ถ้าหากอเมริกามีปัญหาก็ไม่สามารถจะกู้เงินมาได้ และนั่นหมายความว่างบประมาณจะเกลี้ยงคลัง

ทั้งหมดนี้ถูกมองว่าเป็นการเล่นเกมการเมืองและการประลองกำลังของทั้งสองพรรคในสภาคองเกรส ซึ่งนักการเมืองฝ่ายพรรครีพับลิกันอ้างว่ารัฐบาลพรรคเดโมแครตกุมเสียงข้างมากนั้นใช้จ่ายเงินเกินตัวมากมาย และทำให้เป็นการก่อหนี้เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลโดยไม่เหมาะสม

ในอดีตพรรคเดโมแครตเคยลงคะแนนเสียงผ่านกฎหมายยกระดับเพดานหนี้ในยุคของอดีตปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งช่วงนั้นพรรครีพับลิกันได้มาขอความร่วมมือจากพรรคเดโมแครต ในการยกระดับเพดานหนี้เพื่อการชดเชยเงินขาดดุล ที่รัฐบาลได้ลดภาษีสำหรับคนรวยโดยอ้างว่าต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ และช่วงนั้นรัฐบาลของทรัมป์ก็มีรายการใช้จ่ายอย่างมากมาย รวมทั้งปัญหาการชัตดาวน์หน่วยงานของรัฐด้วย

 

ภาวะปัจจุบันประธานาธิบดีโจ ไบเดนต้องการได้งบประมาณเพิ่ม 3.5 ล้านล้านดอลลาร์เพื่อพยุงสถานะเศรษฐกิจ และช่วยเหลือคนอเมริกันในสภาวะที่การระบาดของโควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย

ต้องรอดูว่าทั้งประธานาธิบดีโจ ไบเดน และสองพรรคการเมืองของสหรัฐฯ จะแก้ปัญหาของชาติได้อย่างไรโดยละเว้นการเล่นเกมการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของทุกฝ่าย