บอริส จอห์นสันนำอังกฤษจ่อแพ้เชื้อโรค?!?ฉีดวัคซีนแล้ว 68.1% ยังติดเชื้อพุ่ง เกือบ 5 หมื่นต่อวัน ให้ปชช.รักษาตัวที่บ้านและรับผิดชอบตัวเอง

304

แม้ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์จะเตือนนายกรัฐมนตรีอังกฤษว่า ประเทศอาจต้องเผชิญจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 พุ่งสูง โดยเฉพาะจากสายพันธุ์เดลตา แต่ผู้นำอังกฤษก็เดินหน้าผ่อนคลายมาตรการเข้มงวดต่างๆ และกลับมาเปิดธุรกิจอีกครั้ง ซึ่งทำให้ผู้ติดเชื้อพุ่งสูงตามคาด และผู้ป่วยส่วนมากต้องรักษาตัวอยู่ที่บ้าน เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยล้นโรงพยาบาล ขาดแพทย์-เตียงไม่พอ เป็นบทพิสูจน์ว่าการอยู่ร่วมกับโควิด-19 ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อหาวันสิ้นสุดที่แน่นอนไม่ได้ และที่สำคัญล่าสุด สหราชอาณาจักรรายงานผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 รายใหม่ 131 ราย ซึ่งเป็นยอดรวมรายวันสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 17 มี.ค.ที่ผ่านมา

ต้องจับตาดูว่าอังกฤษจะประสบความสำเร็จหรือไม่ สุดโต่งเกินไป หรือแบบนี้แหละพอดีกับสังคมที่เรียกร้องเสรีภาพ ประชาธิปไตยกันเหลือล้น

ในวันอังคารที่ 28 ก.ค.2564 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สหราชอาณาจักรได้รายงานจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้ป่วยในโรงพยาบาลที่ติดโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้า มีจำนวนสูงที่สุดวันเดียวจำนวน 131 ราย นับตั้งแต่มีนาคม โดยนายกรัฐมนตรีบอริสจอห์นสันเรียกร้องให้มีความระมัดระวังดูแลตัวเองให้มากขึ้น แต่ไม่เปลี่ยนแปลงแผนเปิดประเทศเต็มรูปแบบ 

สถิติผู้ป่วยจำนวน 44,104 รายและเสียชีวิต 73 รายเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเปรียบเทียบกับผู้ติดเชื้อ 23,511 รายและผู้เสียชีวิต 131 รายในสัปดาห์นี้ อาจเป็นภาพลวงที่ทำให้จอห์นสันฯมองว่ามาตรการเปิดประเทศน่าจะไปต่อได้ ซึ่งขัดแย้งกับความเห็นของแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ที่ส่งหนังสือค้านและเตือนผลที่จะตามมา

ตั้งแต่วันที่ 19 ก.ค. ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสันแห่งอังกฤษ ประกาศคลายมาตรการล็อคดาวน์และมาตรการเข้มงวดต่างๆ ซึ่งรวมถึงการยกเลิกการสวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะ และการเว้นระยะห่างระหว่างกัน อีกทั้งยังอนุญาตให้สถานบริการต่างๆ รวมทั้งสถานที่ท่องเที่ยวกลางคืนหรือไนต์คลับ กลับมาเปิดบริการได้อีกครั้ง ซึ่งผู้นำอังกฤษระบุว่า เป็น “วันแห่งอิสรภาพ” หรือ “Freedom Day” และเขาก็ประกาศด้วยว่า จำเป็นที่ต่อไปนี้ชาวอังกฤษจะต้องใช้ชีวิตร่วมกับโรคโควิด-19 ให้ได้ เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าวจะไม่สิ้นสุดลงง่ายๆ นั่นก็หมายความว่า เขายอมรับว่า รัฐบาลยังไม่สามารถเอาชนะโรคร้ายนี้ได้ แต่จะเดินหน้าพยายามให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตต่อไป โดยทุกคนต้องมีวินัยในตัวเอง และพยายามรักษาชีวิตของตัวเอง

จอห์นสันกล่าวว่า “ประชาชนต้องระมัดระวังอย่างมาก และนั่นยังคงเป็นแนวทางของรัฐบาล”     

เหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้นำอังกฤษตัดสินใจเช่นนั้นก็คือ การที่รัฐบาลเร่งฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้ประชาชนได้ตามเป้าหมาย นั่นก็คือ ร้อยละ 63.4 ของประชากรวัยผู้ใหญ่ ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว และร้อยละ 68.1 ได้รับวัคซีนโดสแรกแล้ว ซึ่งน่าจะเป็นความหวังในการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ และมีแนวโน้มว่า อังกฤษจะฉีดวัคซีนโดสสามหรือบูสเตอร์ให้ประชาชน เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ซึ่งทางรัฐบาลอังกฤษได้ให้การสนับสนุนการทดลองที่ชื่อว่า “โคฟ-บูสท์” (CoV-Boost) ซึ่งเป็นโครงการทดสอบวัคซีนโดส 3 ที่จะใช้ฉีดเสริมเพื่อให้เกิดภูมิต้านทานต่อเชื้อโควิด-19 กลายพันธุ์ทุกชนิดเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา          

อย่างไรก็ตาม หลังการคลายมาตรการเข้มงวดต่างๆ ก็มีรายงานข่าวว่า จำนวนผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19 รายวันในอังกฤษพุ่งสูงเกือบ 50,000 คน ในเดือนกรกฎาคม แต่ผู้นำอังกฤษก็ยังคงมองในแง่บวกว่า แม้จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงอย่างต่อเนื่อง แต่รัฐบาลยังคงสามารถควบคุมจำนวนผู้เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลและจำนวนผู้เสียชีวิตได้ 

ขณะที่สื่อต่างประเทศรายงานว่า ผู้ติดเชื้อจำนวนมากต้องรักษาตัวอยู่ที่บ้าน เนื่องจากโรงพยาบาลไม่มีเตียงผู้ป่วยเพียงพอที่จะรองรับ และทางการก็แนะนำให้ผู้ติดเชื้อแยกตัวกักโรค หรือ self isolation โดยสามารถสั่งอุปกรณ์ตรวจโรคโควิด-19 เพื่อตรวจด้วยตนเองที่บ้านได้ โดยจะมีการติดตามอาการจากหน่วยงานสาธารณสุข และเจ้าหน้าที่จะจัดส่งสิ่งของจำเป็นต่างๆ รวมทั้งอาหาร ยา และใบสั่งยามาให้ 

เปรียบเทียบการรักษาอาการอยู่ที่บ้านตามนโยบายของรัฐบาลไทย ที่เรียกว่า home isolation แต่การให้ความช่วยเหลือในไทยที่แตกต่างจากหลายประเทศคือ การให้บริการจัดรถไปรับผู้ป่วยถึงที่บ้าน เพื่อเข้าสู่เข้าสู่การรักษาตามระบบ และในด้านการปฏิบัติ ยังคงมีการร้องเรียนด้านการขาดประสิทธิภาพในช่วงเต็มไปด้วยข้อจำกัดหลายอย่าง