ครม.ไฟเขียวขยายเวลา“เราชนะ”อีก 1 เดือน!?!ตั้งเป้ารวม 33.5 ล้านคน เพิ่มงบฯกว่า 3 พันลบ. เตรียมลงทะเบียนเพิ่ม

1536

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรี พิจารณาข้อเสนอของกระทรวงการคลังเรื่อง การเปลี่ยนแปลงและเพิ่มเติมรายละเอียด “โครงการเราชนะ”  โดยขยายกลุ่มเป้าหมายและกรอบวงเงิน ตลอดจนขยายระยะเวลาใช้จ่ายได้  จากเดิมที่กำหนดไว้ไม่เกินวันที่ 31 พฤษภาคม 2564 เป็นใช้ได้ต่อไปไม่เกินวันที่ 30 มิถุนายน 2564

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า ครม. ยังรับทราบแนวทางจัดการเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับผลการทบทวนสิทธิ์ที่อาจคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงและการกำหนดกรอบระยะเวลารับเรื่องร้องเรียนกรณีดังกล่าว โดยให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ได้รับแจ้งจากประชาชนภายในวันที่ 13 พฤษภาคม 2564 ด้วย 

นอกจากนี้ที่ประชุมได้เห็นชอบให้ ขยายกลุ่มเป้าหมายและกรอบวงเงินของโครงการฯ จาก กลุ่มเป้าหมายจำนวนประมาณ 31.1 ล้านคน กรอบวงเงินไม่เกิน 210,200 ล้านบาท เป็นกลุ่มเป้าหมายจำนวนประมาณ 33.5  ล้านคน หรือเพิ่มขึ้น 2.4 ล้านคน กรอบวงเงินไม่เกิน 243,242 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3,042 ล้านบาท

สั่งซื้อ คลิก!!
สั่งซื้อ คลิก!!

โดยให้กรมปัญชีกลางอนุมัติเบิกจ่ายเงินให้แก่ผู้ประกอบการ ร้านค้า บริการที่เข้าร่วมโครงการฯ ตามที่ผู้ได้รับสิทธิ์ตามโครงการฯได้ใช้จ่ายจริง เป็นรายวัน โดยวิธีการเบิกจ่ายเงินแทนกัน และกรณีที่กรมบัญชีกลางโอนเงินให้แก่ผู้ประกอบการ ร้านค้า บริการไม่สำเร็จ ให้ดำเนินการติดตามเพื่อโอนเงินซ้ำภายในวันที่ 24 กันยายน 2564

นายเดชาภิวัฒน์ ณ สงขลา ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวว่าปัจจุบันวงเงินที่เหลืออยู่และสามารถใช้จ่ายเยียวยาประชาชนจากผลกระทบจากโควิด-19 เหลืออยู่ประมาณ 3 แสนล้านบาท แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ 1.เงินกู้ ตาม พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ วงเงิน 1 ล้านล้านบาท ซึ่งปัจจุบันวงเงินเหลืออยู่ประมาณ 2 แสนล้านบาท 2.งบกลางในปี 2564 ซึ่งเดิมมีการตั้งงบกลางฯไว้ในวงเงิน 1.39 แสนล้านบาท แบ่งเป็นงบกลางรายการสำรองจ่ายในกรณีฉุกเฉินและจำเป็น 9.9 หมื่นล้านบาท และงบกลางฯในส่วนโควิด-19 4 หมื่นล้านบาท

 ปัจจุบันงบกลางรายการสำรองจ่ายฯได้ใช้ไปแล้วประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท คงเหลือประมาณ 8 หมื่นล้านบาท และอีกส่วนคืองบกลางฯโควิด -19 คงเหลือ 2 ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท โดย 2 หมื่นล้านบาทที่ใช้ไปรัฐบาลนำไปใช้มัดจำวัคซีน และอีกส่วนไปเพิ่มค่าตอบแทนให้บุคลากรทางการแพทย์ รวมแล้วงบกลางฯที่คงเหลือทั้ง 2 ส่วนซึ่งสามารถใช้ได้อยู่ที่ประมาณ 1 แสนล้านบาท 

นายเดชาภิวัฒน์ กล่าวเสริมว่า 

“จากงบกลางฯที่เหลือประมาณ 1 แสนล้านบาท วงเงินที่จะใช้ได้ในการนำไปเยียวยาโควิด-19 ให้กับประชาชนคงอยู่ที่ประมาณ 5 – 6 หมื่นล้านบาท เนื่องจากสำนักงบฯต้องขอกันงบกลางบางส่วนไว้รองรับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นจากภัยแล้ง น้ำท่วม หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆประมาณ 4 – 5 หมื่นล้านบาท ดังนั้นโดยรวมแล้วเมื่อดูจากเงินกู้และงบกลางฯที่ใช้ในการเยียวยาประชาชนได้จะอยู่ที่ประมาณ  2.5-2.6 แสนล้านบาท” 

ขณะเดียวกันเตรียมพิจารณา โครงการ “คนละครึ่ง” เฟส 3 ในรายละเอียดเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ และคาดว่าจะมีแนวทางแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคทางการค้าการลงทุน เพื่อช่วยเหลือประชาชนฐานราก เช่น ลูกจ้างชั่วคราว รวมถึงบัณฑิตจบใหม่ที่อาจตกงานกว่า 1 ล้านคน ทั้งการขอความร่วมมือเอกชนรับบัณฑิตจบใหม่เข้าทำงาน ตามโครงการ  “รัฐช่วยจ่าย เอกชนช่วยจ่าย”  หลังจากเปิดโครงการเมื่อปีที่แล้ว จำนวน 260,000 อัตรา ระยะเวลาจ้างงาน 1 ปี ทั้งนี้คาดว่าจะมีข้อสรุปในการประชุมครม.ครั้งต่อไป