แฉ “นักการเมือง” อยากแก้รัฐธรรมนูญสนองตัณหาตัวเอง? ปชช.ต้องสั่งสอนโหวตประชามติคว่ำ!?!

1125

แฉ นักการเมือง อยากแก้รัฐธรรมนูญสนองตัณหาตัวเอง? หลังศาลรัฐธรรมนู ลงมติว่า รัฐสภามีอำนาจหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ ทำประชามติรัฐธรรมนูญ 2 ครั้ง

จากกรณีที่เมื่อวานนี้ (11 มีนาคม 2564) ศาลรัฐธรรมนูญ เผยแพร่ คำวินิจฉัย การลงมติ การวินิจฉัยคำร้องของนายไพบูลย์ นิติตะวัน และนายสมชาย แสวงการ สมาชิกรัฐสภา ที่ขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจรัฐสภาในการตั้ง ส.ส.ร.เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่

ทั้งนี้ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ลงมติ 8 ต่อ 1 เห็นว่ารัฐสภามีอำนาจหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้โดยต้องให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อนว่าประชาชนประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และเมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้วลงประชามติอีกครั้ง

หากย้อนไปเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2563 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระรวงกลาโหม ได้เปิดเผยถึงกรณีการแก้รัฐธรรมนูญว่า การออกเสียงประชามติ พ.ศ…. กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการออกเสียงประชามติ ว่า  หากมีทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญใช้ประมาณ 2 ครั้งเป็นอย่างน้อย ส่วนครั้งที่ 3 ถ้าสภารับรองก็ไม่เป็นไร เท่าที่ทราบจำนวนเงินปกติใช้ 3,000 ล้านบาท แต่ในช่วงการระบาดของโควิด-19 จะใช้งบประมาณจำนวน 4,000 ล้านบาท เนื่องจากสถานที่ลงคะแนน ต้องกระจายให้น้อยกว่า 1,000 คน เหลือประมาณ 600 คน จำนวนจุดลงคะแนนต้องเพิ่มมากขึ้น ต้นทุนก็เพิ่มมากขึ้น ทั้งของ กกต. เอกสาร รวมถึงสภาฯ ดังนั้นตกเฉลี่ยแล้ว ประมาณครั้งละ 4,000 หรือ 5,000 ล้านบาท

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

หากย้อนไปเมื่อในการทำประชามติในครั้งที่ผ่านมา ก็คือ การแก้รัฐธรรมนูญ ปี 2560 ซึ่งมีการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญวันที่ 7 สิงหาคม 2559 โดยในการลงประชามติครั้งนั้น สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาลกว่า 2,991 ล้านบาท ซึ่งหากรวมค่าใช้จ่ายทุกอย่างในการทำประชามติแล้ว รวมก็ใช้งบประมาณ เกือบ 3 พันล้านบาท

ดังนั้น หากมีการทำประชามติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ซึ่งตามมติของศาลจะต้องทำประชามติถึงสองครั้ง และตามที่นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า หากจะมีการทำประชามติในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 จะต้องใช้งบถึง 5 พันล้านบาท และถ้าหากทำประชามติ 2 ครั้ง จะต้องใช้งบประมาณถึง 1 หมื่นล้านบาท

ดังนั้น ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ทางด้านพรรคฝ่ายค้านและพรรคร่วมรัฐบาล อย่างพรรคประชาธิปัตย์และภูมิใจไทย อยากให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งมองว่า พรรคการเมืองหรือนักการเมือง มีแนวคิดที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เพื่อนำไปสู่การตั้ง ส.ส.ร. และยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ และจะเป็นการเปิดทางให้ ส.ส.ร. มาเข้ามาแตะต้องหมวด 1และ หมวด 2 ที่เกี่ยวข้องสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ ถ้ายอมให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะนำไปสู่การต้องร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญอีก 10 ฉบับ เท่ากับว่าจะต้องร่างกฎหมายใหม่ทั้งสิ้น 11 ฉบับ ทำให้ง่ายแก่การซุกประโยชน์ของนักการเมือง เพราะรัฐธรรมนูญ ปี 2560 จะช่วยลดอิทธิพลของนายทุน เจ้าของพรรคที่จะกำหนดลำดับ สส. บัญชีรายชื่อตามเงินบริจาคหรือแม้แต่การจะชี้ตัวผู้สมัคร สส.เขต เพราะอำนาจนี้จะถูกโอนมาให้ประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรคตัดสิน ผ่านการทำไพรมารีโหวต

ดังนั้น จึงมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลยว่า การที่นักการเมืองทั้งพรรคฝ่ายค้านและพรรคร่วมรัฐบาล ที่ต้องการจะแก้รัฐธรรมนูญนั้น มีความต้องการที่แก้รัฐธรรมนูญเพื่อสนองตัณหาของตัวเอง เพื่อนำไปสู่การหาผลประโยชน์เข้าตัวเอง