สุพัฒน์พงษ์ดันปี’64!?! แจ้งเกิดพลังงานทดแทน-ไฟฟ้าชุมชนฉลุย ตอบสนองเทรนด์พลังงานสะอาดโลก

573

ทิศทางแผนพลังงานแห่งชาติปี 2564 เน้นความมั่นคงทางพลังงาน โดยเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนทั่วประเทศ เปิดพื้นที่โรงไฟฟ้าชุมชนให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมสร้างความยั่งยืน  พร้อมขยายสถานีเติมไฟฟ้ารถอีวี ทุก50-70 กม. ทั้งนี้สอดคล้องกระแสการพัฒนาพลังงานสะอาดโลก เตรียมรับโลกยุคหลังโควิด-19 คลาย และการดำเนินชีวิตเศรษฐกิจทั่วโลกขยับ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า รัฐบาลได้ดำเนินการขับเคลื่อนแผนนโยบายพลังงานแห่งชาติ พ.ศ 2561-2580 ซึ่งหมายถึงการที่ทุกภาคส่วนจะได้บูรณาการการทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการมีความมั่นคงทางพลังงานครอบคลุมทั้งระบบผลิตไฟฟ้า ส่งไฟฟ้า และจำหน่ายไฟฟ้า โดยคำนึงถึงต้นทุนการผลิตที่เหมาะสม ลดภาระผู้ใช้ไฟฟ้า อีกทั้งต้องลดผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน

ทิศทางแผนงานด้านพลังงานของไทย

-รัฐบาลได้ตั้งเป้าการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนทางเลือก (ไฟฟ้า ความร้อน และเชื้อเพลิงชีวภาพ) ต่อการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายที่ร้อยละ 30 ในปี พ.ศ. 2580 และเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ ในปี 2580 เป็นร้อยละ 34.23 มากกว่าแผนเดิม ที่ตั้งไว้ที่ร้อยละ 20.11 โดยเน้นที่พลังงานแสงอาทิตย์ (กำลังผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 9,290 เมกะวัตต์ จากเดิม 6,000 เมกะวัตต์) และพลังแสงอาทิตย์ลอยน้ำ (เพิ่มเป็น 2,725 เมกะวัตต์ จากเดิม ที่ไม่ได้ตั้งเป้าไว้) มากไปกว่านั้น รัฐบาลได้เร่งสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติในประเทศ จะมีการทบทวนโครงการสถานีเก็บรักษาและแปรสภาพก๊าซธรรมชาติจากของเหลวเป็นก๊าซแบบลอยน้ำในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน เพื่อให้การบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาติเกิดประโยชน์สูงสุด

-ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าทั้งในพื้นที่ชุมชนและถนนสายหลักระหว่างเมือง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้า กระตุ้นให้มีการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น จึงได้มีการสั่งการให้การไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง คือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง ดำเนินการกำหนดพื้นที่ติดตั้งสถานีอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้าให้เพียงพอสำหรับการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV Mapping) โดยให้มีระยะห่างของแต่ละสถานีภายในรัศมีไม่เกิน 50-70 กิโลเมตร

โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานรากจะมีการเปิดรับซื้อไฟฟ้าในเร็วๆนี้ โดยเน้นการผลิตไฟฟ้าตามศักยภาพของการปลูกพืชพลังงานในพื้นที่ อาทิ หญ้าเนเปียร์ กระถินณรงค์ เพื่อให้เกิดการสร้างงานและอาชีพในท้องถิ่น  จึงอยากให้เกษตรกรวางแผนรวมตัวกันเพื่อปลูกพืชพลังงานให้มากๆ ทั้งนี้ เป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าในช่วงปี 2563-2567 มีปริมาณรวม 1,933 เมกะวัตต์  เริ่มที่โครงการ Quick Win (ระยะเร่งด่วน) จำนวน 100 เมกะวัตต์ ซึ่งจะมีการลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภายในปี 2563 และจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบภายใน 12 เดือน นับจากวันลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า

มัดรวมแผนพลังงานเป็น 1 แผนใหญ่-บริหารและวัดผลง่าย

รัฐมนตรีพลังงาน เห็นพ้องข้อเสนอ สภาพัฒน์ฯ สั่งรวบ 5 แผนหลักพลังงาน ซึ่งประกอบด้วย แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) แผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) และแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ (Gas Plan) และแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง (Oil Plan)   ให้กลายเป็นแผนเดียวภายใน 6-8 เดือนนี้

นายสุพัฒน์พงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยเมื่อวันที่ 22 ต.ค.2563 ถึงกรณีข้อเสนอแนะของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ฯ ที่ให้รวม 5 แผนพลังงานหลักเป็นแผนเดียวว่า ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปบูรณาการ 5 แผนพลังงาน คือ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) แผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) และแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ (Gas Plan) รวมทั้งแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง (Oil Plan) ให้เป็นแผนเดียวกัน ภายใน 6-8 เดือนนี้

โดยให้จัดทำรายละเอียดแนวทางปฏิบัติให้ชัดเจนในทุกๆ 5 ปี (ปี2561-2565) ซึ่งขณะนี้เหลือเวลา 3 ปี ดังนั้น กระทรวงพลังงาน จะต้องจัดทำแผนปฏิบัติการฯ ช่วงปี 2563-2565 ให้ชัดเจน โดยเป้าหมายการดำเนินงานหลักๆในทุกแผน ยังอยู่เหมือนเดิม เช่น เป้าหมายส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนให้มีสัดส่วน 30% ของพลังงานไฟฟ้าทั้งประเทศ ภายใน 20 ปี เพื่อให้บรรลุป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 20-25% ภายในปี 2573 ตามข้อตกลงกรุงปารีส(COP21) เป็นต้น จากนั้นจะมีการจัดทำแผนปฏิบัติการต่อทุกๆ 5 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (ปี 2561 – 2580)

แนวคิดการจัดทำ 5 แผนหลักพลังงานดังกล่าว ริเริ่มในสมัยที่นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม เป็นปลัดกระทรวงพลังงาน เมื่อปี 2557 ที่ต้องการให้การดำเนินงานของหน่วยงานในกำกับดูแลของกระทรวงพลังงาน เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่เกิดความซ้ำซ้อน โดยให้ยึดแผนPDP เป็นหลักในการที่จะปรับแผนอื่นๆให้สอดคล้อง มีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดแผนพร้อมกัน จากเดิมที่ต่างกรม มีแผนการดำเนินงานของแต่ละกรม แต่มาในยุคปัจจุบัน ทางสภาพัฒน์ฯและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เห็นตรงกันว่าการแยกจัดทำแผนดังกล่าวเป็นเรื่องที่มีความยุ่งยากในการจัดการและพิจารณาอนุมัติ