สหรัฐรุกไล่มกุฏราชกุมารMbS?!?กล่าวหาสั่งสังหารนักข่าว ไบเดนต่อสายตรงกษัตริย์ซาอุฯ กดดันเปลี่ยนรัชทายาท??

420

ประธานาธิบดีโจ ไบเดนแห่งสหรัฐ สนทนาทางโทรศัพท์กับสมเด็จพระราชาธิบดีซาอุดีอาระเบียเมื่อวันพฤหัสบดี หนึ่งวันก่อนหน้าที่สหรัฐเปิดเผยรายงานข่าวกรองลับชี้ว่า เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย เกี่ยวข้องกับการสังหารโหดชำแหละศพ “จามัล คาช็อกกี” นักข่าววอชิงตันโพสต์ชาวซาอุดีฯ ภายในสถานกงสุลซาอุฯ ที่ตุรกีเมื่อเดือนตุลาคม 2561

วันที่ 27 ก.พ.2564 ทำเนียบขาวแถลงว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐ ได้ยืนกรานว่าสหรัฐฯ ให้ความสำคัญต่อสิทธิมนุษยชนและกฎหมาย ระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์กับสมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน บิน อับดุลอาซีซ อาลซะอูด แห่งซาอุดีอาระเบีย หลังอ่านเอกสารข่าวกรอง ที่ปลดชั้นความลับแล้ว เกี่ยวกับการสอบสวนการสังหาร จามาล คาชอกกี คอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ซึ่งถูกล่อล่วงไปสถานกงสุลซาอุดีอาระเบียในตุรกี ก่อนถูกรุมฆ่าและฆ่าหั่นศพภายในสถานกงสุลฯ โดยเอกสารลับที่จัดทำโดยสำนักข่าวกรองกลาง หรือ CIA ระบุว่า มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน เป็นผู้อนุมัติ และอาจสั่งสังหารก็เป็นได้ อย่างไรก็ดี ตลอดการสนทนาระหว่างไบเดนกับกษัตริย์ซาอุฯ ไม่มีการเอ่ยถึงชื่อคาชอกกี แต่ประธานาธิบดีพูดถึงพัฒนาการที่ดีของซาอุดีอาระเบียหลังการปล่อยตัวนักเคลื่อนไหวชาวอเมริกันเชื้อสายซาอุดีอาระเบีย และยังได้หารือถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและยาวนานระหว่างสองประเทศ รวมถึงภัยคุกคามต่อซาอุดีอาระเบียจากกลุ่มหนุนอิหร่าน

หน่วยงานด้านข่าวกรองของรัฐบาลสหรัฐ เผยแพร่รายงานเมื่อวันศุกร์ที่ 26ก.พ.2564 ยืนยันว่า มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งราชวงศ์ซาอุดิอาระเบียคือผู้อยู่เบื้องหลังการสังหารนายจามาล คาชอกกี ผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ เมื่อปี 2018/2561

นายคาชอกกี ซึ่งเป็นชาวซาอุดิอาระเบีย เข้ามาตั้งถิ่นฐานอย่างถาวรและถูกต้องตามกฏหมายของสหรัฐ และได้เขียนบทความให้กับหนังสือพิมพ์ เดอะ วอชิงตัน โพสต์มักวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของมกุฎราชกุมารซาอุฯ ที่มีชื่อเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า MbS อย่างรุนแรงบ่อยครั้ง จนกระทั่งถูกสังหาร โดยฝีมือของกลุ่มปฏิบัติการที่มีความเชื่อมโยงกับ มกุฎราชกุมารซาอุ ที่สถานกงสุลของซาอุฯ ในนครอิสตันบูล ประเทศตุรกี เมื่อเกือบ 3 ปีก่อน

ทั้งนี้ การที่ประธานาธิบดี โจ ไบเดน อนุมัติให้นำรายงานฉบับนี้เผยแพร่สู่สาธารณะได้ เป็นการแสดงจุดยืนตรงกันข้ามกับอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ปฏิเสธจะเผยแพร่ข้อมูลต่างๆ ทั้งยังเป็นการสะท้อนความตั้งใจของสหรัฐที่จะกดดันซาอุดิอาระเบีย ในประเด็นต่างๆ ตั้งแต่สิทธิมนุษยชน ไปจนถึงการทำสงครามในเยเมน

รายงานข่าวกรองของสหรัฐระบุอีกว่าด้วยอิทธิพลของเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน จึงเป็นไปไม่ได้อย่างยิ่งที่เหตุฆาตกรรมในปี 2018 จะเกิดขึ้นโดยปราศจากการเปิดไฟเขียวของพระองค์ และการสังหารยังเป็นไปในรูปแบบของการสนับสนุนให้ใช้มาตรการรุนแรงในการปิดปากผู้เห็นต่างที่อยู่ในต่างประเทศอีกด้วย

กระทรวงการคลังสหรัฐได้ประกาศมาตรการตอบโต้ด้วยการสั่งยึดทรัพย์และห้ามการทำธุรกรรมกับหน่วยงานที่เรียกว่า Rapid Intervention Force หรือหน่วยเคลื่อนที่เร็ว ซึ่งขึ้นตรงกับเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน และนายอาเหม็ด อัล-อัสซีรี อดีตเจ้าหน้าที่ข่าวกรองซาอุฯ ที่มีส่วนเกี่ยวพันอย่างสำคัญ ให้เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ทว่าไม่ได้มีมาตรการตอบโต้ใดต่อมกุฎราชกุมารซาอุฯมาตั้งแต่สมัยอดีตปธน.โดนัลด์ ทรัมป์

ด้านกระทรวงต่างประเทศซาอุฯ ได้ออกมาตอบโต้ทันควันว่ารัฐบาลแห่งราชอาณาจักรซาอุฯ ปฏิเสธอย่างเด็ดขาดต่อการประเมินในทางลบ อันเป็นเท็จ และยอมรับไม่ได้ในรายงานข่าวกรองดังกล่าวของสหรัฐ และว่า รายงานดังกล่าวนั้นมีข้อมูลและข้อสรุปที่ไม่ถูกต้อง

 

พฤติกรรมของสหรัฐทำซ้ำๆ เรื่องทำทีกล่าวหาซาอุดิอาระเบียว่าเป็นผู้ทำให้เกิด การก่อวินาศกรรมถล่มตึกแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ในสหรัฐ ที่รู้จักกันว่าเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน 2001 (พ.ศ. 2544) หรือ 9/11 (ไนน์วันวัน)  และกล่าวหารัชทายาททรงเป็นผู้สั่งสังหารอดีตนักข่าววอชิงตันโพส์ที่เป็นปฏิปักษ์กับทางการซาอุดิอาระเบีย ทั้งหมดนี้ดำเนินการโดยสหรัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว ด้วยวาระซ่อนเร้นบางประการ ถ้าได้ผลประโยชน์ตามต้องการเรื่องก็จะเงียบไป หากไม่ก็จะปฏิบัติการตามใจชอบจนกว่าจะยอมสยบ  นักวิเคราะห์ต่างมองว่าเป็นเพียงปฏิบัติการข่มขู่ให้ซาอุดิอาระเบียกลับมาเป็นบริวารที่ว่านอนสอนง่าย มากกว่ายึดมั่นในอุดมการณ์สูงสุดอะไรอย่างที่อ้าง  สิทธิมนุษยชน และประชาธิปไตย เป็นอาวุธใช้สร้างความชอบธรรมในการรุกรานของสหรัฐและพันธมิตรตะวันตกต่อประเทศอื่นๆมาโดยตลอด  จับตาซาอุดิอาระเบียจะจัดการปัญหานี้อย่างไร แค่สั่งซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์เพิ่มเหมือนสมัยอดีตปธน.ทรัมป์จะเพียงพอหรือไม่? หรือต้องเปลี่ยนรัชทายาท สหรัฐจึงเลิกราชั่วคราว อีกไม่นานคงได้รู้!!