ทรัมป์ฟ้องผู้บริหาร Facebook,Twitterและ Google?!?โอดเขาคือเหยื่อถูกสั่งแบนบัญชีโซเชียลมีเดียไม่เป็นธรรมไม่เป็นปชต. รู้ว่าแพ้ก็ต้องลอง!

492

อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ยื่นฟ้องบริษัทเทคยักษ์ใหญ่อย่าง Twitter Google และ Facebook บอกว่าเขาคือเหยื่อของการเซ็นเซอร์ โดยมุ่งไปที่ CEO ของทั้งสามบริษัท ขณะที่เปิดตัวสู่การเมืองอีกครั้งในการช่วยทีมลูกพรรครีพับลิกันหาเสียงเตรียมเลือกตั้งกลางเทอมกลางปีหน้า เขาน่าจะรู้ว่าผลออกมาแพ้แน่นอนเพราะมีตัวอย่างการฟ้องร้องแบบเดียวกัน และศาลตัดสินเข้าข้างเฟสบุ๊กเกือบทุกกรณี

หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์(New York Times) รวบรวมข้อมูลโพสต์ในโซเชียลมีเดียของทรัมป์ พบว่า ก่อนบัญชีจะถูกแบนมียอดถูกใจและแชร์เฉลี่ยประมาณ 272,000 ครั้ง แต่หลังจากการแบนยอดการกดถูกใจและแชร์ลดลงมาเหลือ 36,000 ครั้ง

ทรัมป์ระบุว่า การยื่นฟ้องของเขาถือเป็นพัฒนาการที่งดงามของเสรีภาพในการพูด พร้อมเรียกร้องให้มีการยุติการแบนเขา การปิดปากให้เงียบ การขึ้นบัญชีดำ การขับไล่ ไปจนถึงการยกเลิกทุกอย่างที่ทราบกันดี

แต่สื่อสรุปว่าทรัมป์ถูกแบนเพราะใช้โซเชียลในการปลุกปั่นและถูกระงับการเข้าถึงบัญชีโซเชียลของเขาเมื่อเดือนมกราคม 2564 เชื่อมโยงก่อนเหตุการณ์จลาจลหน้ารัฐสภาสหรัฐที่นำโดยผู้สนับสนุนของเขา ซึ่งการจราจลดังกล่าวมีที่มาจากการปลุกระดมในบัญชีโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับการเลือกตั้ง

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

หลังจากการจราจลที่รัฐสภา 2 วัน ทาง Twitter ได้แบนทรัมป์เนื่องจากมีการโพสต์ข้อความสนับสนุนความรุนแรง ส่วน Facebook บอกว่าทรัมป์จะไม่สามารถกลับมาใช้แพลตฟอร์มนี้ได้อย่าน้อยก็จนกว่าจะถึงเดือนมกราคม 2023 โดยอ้างถึงความเสี่ยงต่อความปลอดภัยสาธารณะ

ทรัมป์โต้ว่าเขาถูกกล่าวหา โดยเรียกร้องให้ศาลออกคำสั่งยุติการเซ็นเซอร์และเสริมว่าถ้าพวกเขาสามารถแบนประธานาธิบดีได้ก็สามารถทำแบบนี้กับทุกคนได้เช่นกัน นอกจากนี้ในการแถลงข่าวเขายังได้กล่าวต่อว่าบริษัทสื่อสังคมออนไลน์และพรรคเดโมแครตว่าเป็นผู้เผยแพร่ข้อมูลที่เป็นเท็จ แต่บิ๊กเท็คทั้งสามกลับนิ่งเฉย ไม่สั่งแบน

ปัจจุบันยังไม่มีบริษัทใดในรายชื่อที่ถูกอ้างอิงออกมาตอบเกี่ยวกับการฟ้องร้องครั้งนี้ ที่ผ่านมาพิสูจนฺได้ว่าสื่อโซเชียลมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออดีตประธานาธิบดีทรัมป์มาก เพราะทำให้เขาสามารถสื่อสารกับชาวอเมริกันโดยตรงผ่านช่องทางนี้ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญของทรัมป์ที่ทำให้เขาสามารถเรียกคะแนนนิยมได้โดยไม่ต้องใช้สื่อหลักอย่างรายการโทรทัศน์หรือวิทยุ

สื่อยักษ์แห่งโลกโซเชียลอย่างเฟสบุ๊ก-ทวิตเตอร์-กูเกิล เป็นแหล่งเผยแพร่เสรีภาพแห่งการพูด หรือเฮทสปีชลามทุ่งกันแน่ ทุกวันนี้จากคำด่าทอในโลกโซเชียลสู่การนองเลือกในโลกแห่งความจริง

เมื่อมองภาพกว้าง เราจะเห็นว่าโซเชียลมีเดียเข้ามากำหนดทิศทางบทสนทนาสาธารณะ เป็นมากกว่าพื้นที่ส่วนตัวที่เอาไว้แชร์รูปและอัปเดตชีวิตกับครอบครัวและเพื่อนๆ โจทย์สำคัญของโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่อย่างเฟซบุ๊ก ไม่ใช่แค่ว่าจะสร้างรายได้จากคอนเทนต์ที่ผลิตขึ้นโดยมวลชนเหล่านี้อย่างไร แต่ยังรวมถึงการดูแลให้บทสนทนาไม่ให้ ‘เลยเถิด’ จนเป็นอันตรายต่อสังคม แต่อะไรคือความเลยเถิด เรื่องนี้ยังเป็นข้อถกเถียงอยู่ แม้แต่ข่าวปลอมที่น่าจะฟันธงได้เลยว่าปลอม แต่ก็ยังมีหลากหลายความคิดเห็นว่า ขอบเขตของการปิดกั้นควรไปไกลแค่ไหน แต่สิ่งที่น่าห่วงยิ่งกว่าคือการที่แพลตฟอร์มถูกใช้ไปกับการโหมสะพัดถ้อยคำแห่งความเกลียดชังหรือเฮทสปีช บ้างก็ปั้นขึ้นมาจากสิ่งที่ไม่มีมูล จนนำไปสู่ความรังเกียจ ลดทอนความเป็นมนุษย์ และความรุนแรงนองเลือดในโลกแห่งความเป็นจริง!?