เพนกวินร่อนจม.ไม่คิดจะถูกขัง โอดโดนเล่นทีเผลอ ยอมรับสภาพรอบนี้ติดคุกยาวไม่มีกำหนด

4130

ชัดเจนขึ้นมาทันทีกับการประกาศของไมค์ ระยอง จากการชุมนุมตีหม้อเมื่อคืนวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ทั้งยังมีความน่าสนใจกับท่าทีของเพนกวิน ผู้อยู่ในคุกที่ได้ส่งจดหมายน้อยออกมา ปลุกคนข้างนอกให้สู้ด้วยเนื้อความที่ย้อนแย้งเป็นอย่างยิ่ง!!!

การชุมนุมของม็อบราษฏร ซึ่งได้จัดกิจกรรมตีหม้อไล่เผด็จการ ที่สกายวอล์ค แยกปทุมวัน โดยแกนนำสั่งผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนไปยังบริเวณหน้าสน.ปทุมวันเพื่อกดดันให้มีการปล่อยตัวผู้ชุมนุมบางส่วน ก่อนจะเกิดเสียงคล้ายระเบิดดัง 3-4 ครั้งติดในที่ชุมนุมบริเวณ หลังสน.ปทุมวัน จนเกิดความชุลมุนขึ้น

โดย ไมค์ ภาณุพงศ์ จาดนอก หรือ ไมค์ ระยอง แกนนำคนสำคัญ ขึ้นเวทีปราศรัย อ้างถึงการพยายามสลายการชุมนุมของตำรวจไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดกับหลักสากล ที่จะสลายการชุมนุมต้องขอคำสั่งศาลก่อนถึงจะสลายได้ “ไม่ใช่ไม่พอใจใครก็สลาย”

ทั้งยังย้ำสามข้อเรียกร้องหลักต่อเนื่อง 1. พลเอกประยุทธ์ต้องลาออก 2. ร่าง รัฐธรรมนูญใหม่ที่มาจากประชาชน และ 3. ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ถ้าทำไม่ได้ ก็ต้องปฏิวัติ

ขณะที่ ‘ครูใหญ่’ อรรถพล บัวพัฒน์ แกนนำอีกคนก็ขึ้นปราศรัยด้วยว่าทุกคนวันนี้ได้รับการปล่อยตัวหมดแล้ว แต่อีก 4 คนที่ถูกฝากขังเมื่อวาน และอัญชัญ ยังไม่ได้รับการประกันตัว เพราะฉะนั้น จะต้องสู้ต่อไป และได้พูดถึงมาตรา 112 มีปัญหา คือ ใครจะแจ้งก็ได้ ยกเลิกได้ยกเลิก ยกเลิกไม่ได้ก็แก้ไข ให้เจ้าทุกข์ดำเนินคดี  อย่าให้ใช้มาตรา 112 เป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือตั้งหน่วยงานใดก็ได้ที่จะต้องไปแจ้งความดำเนินคดีด้วยตัวเอง อย่าให้ใช้เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งกัน และต้องให้มีการประกันตัว เพื่อให้ออกมาสู้คดีความ

“เราจะใช้แค่คำว่า กษัตริย์ ไม่ใช้คำว่า พระเจ้าแผ่นดิน ไม่ใช้คำว่า พระเจ้าอยู่หัว ไม่มีสมมติเทพ และยกเลิกการเรียกข้าราชการ มาเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรือถ้าจะเรียกให้ดีกว่านั้น ต้องเรียกว่าข้าราษฎร เพราะคุณจะได้มีจิตสำนึกความเป็นขี้ข้าของราษฎร ผู้จ่ายภาษีให้ตัวคุณ

เพราะฉะนั้น เราจะไม่เรียกงานราชการ ที่คือการบริหารงานรัฐกิจ กฎหมายก็ไม่เรียกราชบัญญัติ เป็นรัฐกำหนด เพราะมันคือรัฐที่แปลว่าประเทศ สน.ปทุมวันต้องไม่ใช่สถานที่ราชการ ต้องเป็น รัฐสถาน ตั้งชื่อสถานที่ของรัฐ เราต้องปฏิรูป ไม่ใช่การล้มล้าง แต่เราต้องปฏิรูปให้หายปฏิกูล อย่าชินกับการถูกกดขี่ การเอารัดเอาเปรียบไม่ใช่เรื่องปกติ สังคมที่มีศักดินาไม่ใช่เรื่องปกติ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กับการไม่ให้ประกันตัวในกฎหมาย มาตรา 112 ไม่ใช่เรื่องปกติในสังคมโลก อย่าชิน ๆ กับการไม่ปกติ แล้วลุกขึ้นมาสู้ด้วยกัน อย่าชิน”  ครูใหญ่ ระบุ

ด้าน รุ้ง ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ได้กล่าวขอบคุณมวลชน พร้อมยึดแนวทางต่อสู้สันติวิธี เพราะสันติวิธี คือการสร้างความชอบธรรมในการผลักดันประเด็นต่าง ๆ พร้อมประกาศเป้าหมายนำมวลชนลงถนนครบ 3 ล้านคน ถ้าเราออกมาจำนวนมากขึ้นเท่าไหร่ ความหวังปฏิรูป ก็จะมีมากขึ้น

ทั้งนี้ รุ้ง ยังกล่าวว่า หลายคนอาจสงสัยทำไมเงียบจัง แต่ทุกคนไม่ได้หายไปไหน แต่รอจังหวะว่าจะกลับมาตอนไหนที่ทำให้เขาตั้งตัวไม่ทัน อยากให้ทุกคนเตรียมพร้อมในการลงถนนสู้ด้วยกัน ขอให้ทุกคนตั้งสติ เตรียมพร้อมในทุก ๆ วัน เรื่องม็อบจะมีการประกาศวันต่อวัน ทางเพจแนวร่วม มธ. และเพจราษฎร ขอให้ทุกคนติดตาม และวันที่ 16 และ 19 ก.พ. จะมีการทำกิจกรรมปราศรัยไม่ไว้วางใจนอกสภา แต่ที่ไหนยังไม่เผย

นั่นคือ การชุมนุมของม็อบราษฎร ในค่ำคืนของวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ในขณะที่มีเสียงออกมาจากเรือนจำด้วย โดยนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน แกนนำที่ถูกฝากขังเพราะศาลไม่ให้ประกันตัวจากความผิดตามมาตรา112 ซึ่งเพนกวิน ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กพร้อมจดหมายระบุว่า

“ข้อความจากเพนกวิน การขังครั้งนี้เป้นเรื่องที่ไม่คาดคิดแต่ไม่เกิดคาดหมาย แปลกใจมากที่ศาลขังเรา ด้วยเหตุผลว่าการกระทำผิดเรื่อยๆ พิพากษาล่วงหน้าว่ากระทำความผิดและคดี…เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพ เล่นทีเผลอ จากปกติให้ แต่เอามาใช้เรียนว่าสร้าง…

แอบขังลืม การขังครั้งนี้อาจยาวนานได้ ไม่มีกำหนด ตราบใดที่ข้างนอกยังสู้ต่อไป ข้างในก็ยังเต็มเปี่ยมเหมือนเดิม”

อย่างไรก็ตามในประเด็นนี้หากไม่มีการอธิบาย หรือชี้แจงที่ชัดเจน ก็อาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดไปตามคำกล่าวอ้างของเพนกวินได้ เพราะข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นคือ ทนายความจำเลยของเพนกวินและพวกทั้งสี่ ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสด โดยศาลพิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหา และพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่าคดีมีอัตราโทษสูง พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำซ้ำๆ ต่างกรรมต่างวาระตามข้อหาเดิมหลายครั้งหลายครา กรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวพวกจำเลยจะไปก่อเหตุในลักษณะเดียวกันอีก ในชั้นนี้จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวยกคำร้อง

กระนั้นการส่งข้อความของเพนกวิน เป็นที่น่าสังเกตว่า ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ที่มีการพูดถึงประเด็นฝากขัง  เพราะเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นองค์กรที่ติดตามและคอยช่วยเหลือการเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุมกลุ่มนี้มาโดยตลอดก็ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีดังกล่าวด้วยว่า

“คำสั่งไม่ให้ประกัน 4 แกนนำราษฎรของศาลอาญา มีลักษณะขัดต่อหลัก สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ (presumption of innocence) ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในการดำเนินคดีอาญา และรัฐธรรมนูญให้การรับรอง เสมือนศาลได้ “พิพากษา” จำเลยล่วงหน้า โดยยังไม่ได้วินิจฉัยพยานหลักฐานของคู่ความ

ทั้งนี้ กรณีจำเลยถูกขังระหว่างพิจารณาในชั้นศาล จำเลยจะถูกปล่อยตัวได้ก็ต่อเมื่อ ยื่นคำร้องขอประกันอีกครั้งและศาลอนุญาต หรือ ยื่นอุทธรณ์คำสั่ง และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว หรือ ศาลพิจารณาพิพากษายกฟ้อง

มีข้อสังเกตว่า การสั่งขัง สมยศ-อานนท์-ปติวัฒน์-พริษฐ์ เนื่องจากอัยการส่งฟ้องทั้ง 4 คน (ในสองคดี) เป็นการขังระหว่างการพิจารณาคดี  ซึ่งไม่มีกำหนดระยะเวลา หากศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว ทั้ง 4 คน จะถูกขังจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด”

ดังนั้นจะเห็นว่า การออกมาส่งข้อความของเพนกวินเป็นการสอดคล้องกันกับศูนย์ทนายความฯ ที่ต้องการบิดเบือน หรือชี้นำให้สังคมเข้าใจผิดหรือไม่  เพราะหากย้อนไปเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2564 ที่มีการฝากขังนั้น โดยที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ได้กล่าวชี้แจงการสั่งคดีนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน , นายอานนท์ นำภา , นายปติวัฒน์ สาหร่ายแย้ม หรือหมอลำแบงค์ และนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ผู้ต้องหาที่ 1- 4 ซึ่งเป็นแกนนำและแนวร่วมกลุ่มราษฎร ว่า คดีมี 2 สำนวน เรื่องแรก (คดีชุมนุมม็อบเฟส) มีผู้ต้องหารายเดียว คือนายพริษฐ์ ข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ ตาม ป.อาญา ม.112 , ยุยงปลุกปั่นฯ ตาม ป.อาญา ม.116 และชุมนุมฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 ได้มีคำสั่งฟ้องทั้ง 3 ข้อหา

“ส่วนที่ผู้ต้องหายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมมานั้น พนักงานอัยการคดีอาญา7 พิจารณาแล้วเห็นว่า พยานที่ผู้ต้องหาจะให้สอบเพิ่มเติมนั้น ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความเห็นและคำสั่งของอัยการ เนื่องจากในสำนวนมีพยานหลักฐานทำนองเดียวกันก็เพียงพออยู่แล้ว จึงไม่ดำเนินการตามหนังสือร้องขอความเป็นธรรมของผู้ต้องหา หลังจากนี้ทางพนักงานอัยการจะนำผู้ต้องหาทั้งสี่ไปยื่นฟ้องต่อศาลอาญา” รองโฆษกอัยการฯ ระบุ

และในวันนั้นภายหลังการให้สัมภาษณ์ของรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว นายพริษฐ์ หรือ เพนกวิน ก็ได้เดินเข้ามาฟังการแถลงด้วยได้ถามนายประยุทธกลับ โดยย้ำถึงประเด็นตามหนังสือร้องขอความเป็นธรรม ว่า หลักสิทธิเสรีภาพได้รับการคุ้มครองตามมาตรฐานสากลหรือไม่

ซึ่งนายประยุทธ ชี้แจงว่า งานโฆษกฯเป็นการนำผลการสั่งคดีของพนักงานอัยการมาเรียนต่อสื่อมวลชนเท่านั้น งานโฆษกไม่สามารถอธิบายในส่วนของสำนวนคดีได้ เพราะไม่ได้รับผิดชอบสำนวน และไม่แน่ใจว่าเป็นข้อต่อสู้ในชั้นศาลหรือไม่

แต่ก็โดน นายพริษฐ์ ตอบโต้ว่า คดีนี้เป็นคดีที่ส่งผลต่อมาตรฐานสิทธิเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ ต้องชี้แจงบรรทัดฐานการดำเนินงานขององค์กรอัยการเป็นอย่างไร คดีนี้เป็นคดีการเมือง กระบวนการยุติธรรมสามารถปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้มากน้อยเพียงใด

ทำให้นายประยุทธ ชี้แจงอีกครั้งว่า ตาม ป.วิ.อาญา มีหลักสันนิษฐานคนที่อัยการฟ้องเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำผิด ในส่วนสำนวนคดี อัยการพิจารณาแล้ว ถ้าพยานหลักฐานพอฟ้องก็ฟ้อง ประเด็นที่พูดสามารถนำไปต่อสู้ในชั้นศาลได้

นั่นคือความบิดเบือนของเพนกวิน ที่เห็นได้ชัดจนว่าต้องการสร้างกระแส ชี้นำถึงกระบวนการยุติธรรมไทยไม่เป็นธรรม ในขณะที่ข้างนอกคุก ก็ปลุกระดมคนออกมาชุมนุมกดดัน นี่คือ ความเคลื่อนไหวของแกนนำและของม็อบที่จะดำเนินต่อไป ซึ่งเรื่องนี้ประชาชนคนไทยต้องรู้ทัน!?!