โพล จับไต๋ “ฝ่ายค้าน” ซักฟอกรัฐบาล หวังผลทางการเมือง มากกว่าผลประโยชน์ชาติ!?!

836

ซูเปอร์โพล จับไต๋ พรรคฝ่ายค้าน ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาล เพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมือง มากกว่าผลประโยชน์ชาติ

จากกรณีที่พรรคฝ่ายค้าน ได้ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี 10 คน ได้แก่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ นายสุชาติ ชมกลิ่น ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ นายนิพนธ์ บุญญามณี และนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ โดยเป้าของฝ่ายค้านทั้ง 10 คน มีทั้งที่ต้องการยิงให้เข้าเป้า มีทั้งต้องการภาพในทางการเมืองเพื่อบั่นทอนความน่าเชื่อถือของรัฐบาล

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ขอกล่าวหาคือ บริหารราชการแผ่นดินล้มเหลว ผิดพลาด บกพร่องอย่างร้ายแรง มีพฤติการณ์ฉ้อฉลทุจริตเพื่อสร้างความร่ำรวย มั่งคั่งให้กับตนเอง ท่ามกลางประชาชนที่ดำรงชีวิตอย่างยากลำบาก และการระบาดของโควิด-19 ทำให้สภาพเศรษฐกิจดิ่งเหว

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ข้อหาคือ ทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพล ใช้งบประมาณของรัฐเพื่อสร้างความร่ำรวย มั่งคั่งให้กับตนเอง ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล ข้อหาคือ บริหารราชการแผ่นดินล้มเหลว ผิดพลาด บกพร่องอย่างร้ายแรง ไร้ประสิทธิภาพ และไร้ความสามารถ ไม่ควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้มีการแพร่ระบาด ในรอบสองอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว และเรื่องการจัดซื้อวัคซีน โควิด-19

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ข้อหาคือ บริหารราชการแผ่นดิน บกพร่อง ล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ ไร้ภูมิปัญญา ไร้ความสามารถ ไร้คุณธรรม จริยธรรม ไร้ภาวะผู้นำ ไร้สำนึก ไร้ความรับผิดชอบ

พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ข้อหาบริหารราชการแผ่นดินโดยมิได้คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม แต่กลับใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์ ถือว่าเป็นประเด็นที่เวลาอภิปรายจะต้องหยิบมา ส่วนจะถูกตีโต้ได้หรือไม่นั้น ก็ต้องจับตาดู เพราะข้อกล่าวหาแบบนี้ต้องมีหลักฐาน แต่คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องที่ใส่ขึ้นไปลอยๆ ไม่ได้ปรามาสฝ่ายค้าน แต่โดยภาพรวมทั่วไปก็ต้องการที่จะบั่นทอนพี่น้องสาม ป. ทำลายความน่าเชื่อถือ

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ไม่เคารพหลักการสิทธิมนุษยชน ละเว้นและบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ ไร้ประสิทธิภาพ ไร้ภูมิปัญญา ไร้ความสามารถ ไร้คุณธรรมจริยธรรม ไร้สำนึก ไร้ความรับผิดชอบ

นายสุชาติ ชมกลิ่น บริหารราชการผิดพลาดบกพร่องอย่างร้ายแรง ไร้ประสิทธิภาพ ปล่อยปละละเลยให้มีการแสวงหาประโยชน์จากผู้ใช้แรงงาน ไม่กำกับควบคุมผู้ใช้แรงงานต่างด้าวให้เป็นระบบ จนเกิดแรงงานผิดกฎหมายจำนวนมาก สร้างผลกระทบอย่างชัดเจนต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จนส่งผลเสียหายแก่ประเทศและเศรษฐกิจอย่างกว้างขวาง

นายนิพนธ์ บุญญามณี น่าจะมาจากโครงการเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต อ.จะนะ จ.สงขลา

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ บริหารรราชการแผ่นดินโดยเห็นแก่ผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง โดยไม่คำนึงถึงผลเสียหายที่เกิดกับประเทศชาติและประชาชน เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนผูกขาด เพื่อให้มีสิทธิดำเนินงานในกิจการของรัฐ โดยไม่รักษาผลประโยชน์ของรัฐ ทุจริตต่อหน้าที่และปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตในหน่วยงานที่กำกับดูแล สมคบกันเพื่อปิดบังการทุจริต

ส่วนร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า บริหารราชการแผ่นดินผิดพลาดบกพร่อง ล้มเหลวอย่างร้ายแรง ไร้ประสิทธิภาพ มีพฤติการณ์ทุจริตต่อหน้าที่ และกระทำการอันเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ปกปิดข้อมูลความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งในการยื่นหรือการแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี เข้าสู่ตำแหน่งโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพลกร่างเถื่อน และสร้างอิทธิพลให้กับบริวารและพวกพ้อง” รวมถึงกรณี “การแต่งตั้งคู่สมรสที่อยู่กินฉันสามีภรรยาเป็นข้าราชการการเมือง โดยไม่คำนึงถึงวุฒิภาวะและความเหมาะสม

สำหรับการยื่นญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็เป็นเรื่องที่ประชาชนควรให้ความสนใจ และสนับสนุนการทำงานของฝ่ายค้าน เพราะนี่เป็นการทำงานตามกลไกที่จะต้องตรวจสอบ การตรวจสอบของฝ่ายค้าน ซึ่งประชาชนได้ประโยชน์แน่นอน แต่ฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วจะมีประสิทธิภาพทำให้ตัวเองเดินไปสู่ความสำเร็จให้ประชาชนหรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่ฝ่ายค้นจะต้องแสดงฝีมือว่าข้อกล่าวหาต่างๆที่เขียนออกไปนั้น มีหลักฐานรองรับ

ล่าสุดทางด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง เชื่อมั่น 3 ป. ผ่าน กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ  และการวิจัยเชิงคุณภาพ  จำนวน 1,730 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 1 – 5 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา พบว่า

ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 90.9 คาดหวัง ต่อข้อมูลของฝ่ายค้าน แน่น น่าเชื่อถือ ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ในขณะที่ร้อยละ 9.1 ไม่คาดหวัง นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 90.2 ระบุ พรรคร่วมฝ่ายรัฐบาล ทำงาน มีปัญหาจริง ตามที่ฝ่ายค้าน ตั้งโจทย์ ในขณะที่ ร้อยละ 9.8 ระบุไม่ได้มีปัญหาในการทำงาน

ที่น่าสนใจคือ เกือบร้อยละร้อย หรือร้อยละ 99.3 ระบุ หลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต้องการให้มีการปรับคณะรัฐมนตรี ครั้งใหญ่ อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 98.3 ระบุ ฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง มากกว่า ผลประโยชน์ชาติ และร้อยละ 93.0 ระบุ ต้นเหตุอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะ หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ ปล่อยปละละเลย ทุจริต ขนแรงงานเถื่อน บ่อนพนัน ยาเสพติด และอื่น ๆ

อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 86.8 เชื่อมั่นต่อ 3 ป. ได้แก่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะสามารถ ผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ ฉลุย

ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า “แผ่นดินนี้ศักดิ์สิทธิ์” ใครทำอะไรไว้ไม่ดีต่อชาติบ้านเมืองทั้งที่แยบยล และ ไม่แยบยล ย่อมจะมีพลังอะไรบางอย่างจัดการ “กวาดให้เรียบ” ยิ่งถ้าขั้วอำนาจใดมีรากลึกแข็งแกร่งเกินไป ขั้วอำนาจที่เหลือก็จะอ่อนแอ ยวบยาบ และ บ้านเมืองก็จะเคลื่อนยาก เสาหลักต่าง ๆ อาจจะโคลงเคลง เพราะขาดความสมดุลแห่งอำนาจ (Balance of Power) ที่ดี

ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวต่อว่า ดังนั้น การถ่วงดุลอำนาจต่าง ๆ โดยเฉพาะ การอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีต่อแผ่นดินนี้เป็นเรื่องจำเป็น และหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจจำเป็นต้องพิจารณาการเปลี่ยนแปลงที่มากกว่าการปรับคณะรัฐมนตรี นั่นคือ การถ่วงดุลอำนาจไม่ให้ใครมีอำนาจคับฟ้า มากจนเกินไป เพราะอำนาจเป็นแหล่งผลประโยชน์ ที่ถ้าใครครอบครองมากเกินไปก็จะแข็งแกร่งมากเกิน จนขั้วอำนาจอื่น ๆ ที่เหลืออยู่จะอ่อน ยวบยาบ ในวันหนึ่งข้างหน้า จนความเดือดร้อนทุกข์ยากของประชาชนจะถูกละเลย โดยเสียงที่ทุกข์ยากของประชาชนจะไปไม่ถึงผู้ปกครองสูงสุด “สมมาตรแห่งอำนาจ” จึงจำเป็น