จีนคำรามเตือนสหรัฐอย่ามองเป็น ‘ศัตรูทางยุทธศาสตร์’!?! กร้าวใส่ไต้หวันอย่าเล่นกับไฟ ประกาศเอกราชเมื่อไรเจอสงคราม

2688

จีนไม่ทน ส่งคำเตือนรุนแรงครั้งแรกต่อไต้หวันว่า “การประกาศเอกราชคือสงคราม” พร้อมตอบโต้พวกยั่วยุแทรกแซง แต่สหรัฐประกาศเดินหน้าสนับสนุนไต้หวัน เรียกร้องจีนเลิกกดดันทางทหารและยืนยันเคียงข้างไต้หวันชูยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกต้านจีนถึงที่สุด ฝ่ายทูตจีนประจำวอชิงตัน เตือนการมองปักกิ่งเป็นศัตรูทางยุทธศาสตร์เป็นการตัดสินใจที่ไม่เป็นธรรม และอาจนำไปสู่ความผิดพลาดร้ายแรง การตอบโต้กันของโฆษกกลาโหมของจีนและสหรัฐ ส่งสัญญาณแข็งกร้าวของผู้นำทั้งสองประเทศ ผลักน่านน้ำทะเลจีนใต้สุ่มเสี่ยงภาวะสงครามตัวแทนครั้งใหม่ โดยไม่ใยดีปัญหาการระบาดโควิด-19 กลายพันธ์ที่คุกคามชีวิตประชาชนอย่างกว้างขวาง

 

วันนี้ 29 มกราคม 64 สำนักข่าวต่างประเทศต่างรายงานว่า รัฐบาลจีนออกแถลงการณ์กร้าว เตือนไต้หวัน โดยเพิ่มความแข็งกร้าวในถ้อยคำที่ใช้กับไต้หวันเตือนว่าหากไต้หวันประกาศเอกราชก็เท่ากับต้องทำสงคราม และกองทัพจีนจะตอบโต้การยั่วยุรวมถึงการแทรกแซงจากต่างชาติอย่างแน่นอน

หลังจากที่ก่อนหน้านี้  จีนได้ยกระดับปฏิบัติการทางทหารส่งฝูงเครื่องบินรบใหญ่บินเข้าไปในเขตน่านฟ้าไต้หวัน ขณะที่โจ ไบเดน เพิ่งสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ได้เพียงไม่กี่วัน ประหนึ่งทดสอบท่าทีของสหรัฐอเมริกาภายใต้ประธานาธิบดีคนใหม่โจ ไบเดน แล้วก็ได้คำตอบว่า ไม่มีอะไรต่างจาก อดีตปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ที่ชูนโยบาย อินโด-แปซิฟิก ต้านจีนอย่างถึงที่สุด

นายอู๋ เฉียน (Wu Qian)โฆษกกระทรวงกลาโหมจีนกล่าวบรรยายสรุปแถลงการณ์ เกี่ยวกับการดำเนินกิจกรรมของกองทัพในช่วงที่ผ่านมา การที่จีนส่งเครื่องบินรบ 28 ลำ รวมถึงเครื่องบินทิ้งระเบิด H-6K 8 ลำ บินเข้าไปยังเขตน่านฟ้าของไต้หวันนั้น เข้าพื้นที่เขตป้องกันทางอากาศ ADIZ ของไต้หวันทางตะวันตกเฉียงใต้ ทั้งนี้เป็นปฏิบัติการทางทหารที่กองทัพปลดแอกประชาชนจีน (PLA) ทำมาสม่ำเสมอ

โดยย้ำว่าไต้หวันคือดินแดนที่ไม่อาจแยกจากประเทศจีน ดังนั้นกิจกรรมทางทหารที่เกิดขึ้นในช่องแคบไต้หวันในช่วงที่ผ่านมา จึงเป็นเรื่องความมั่นคงและการปกป้องอธิปไตยของประเทศ

นายเฉียนกล่าวว่า จีนจะตอบโต้อย่างจริงจังต่อการแทรกแซงจากภายนอกและการยั่วยุจากความพยายามในการประกาศเอกราชของไต้หวัน และว่ามีคนจำนวนไม่มากในไต้หวันที่ต้องการเอกราช

เฉียนย้ำว่า “เราขอเตือนในประเด็นเกี่ยวกับการประกาศเอกราชของไต้หวัน ไม่ว่าใครก็ตามที่เล่นกับไฟจะต้องถูกเผา และเอกราชของไต้หวันหมายถึงสงคราม

ด้านนายจอห์น เคอร์บี โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงท่าทีแข็งกร้าวจากจีนว่า ไม่มีเหตุผลใดๆ ที่ความตึงเครียดระหว่างจีนกับไต้หวันจะนำไปสู่การเผชิญหน้าระหว่างทั้งไต้หวันกับจีน หรือจีนกับสหรัฐฯ  อย่างไรก็ดีเขายังคงเน้นย้ำถึงพันธกรณีของกองทัพสหรัฐที่สนับสนุนการป้องกันตนเองของไต้หวัน และให้คอยดูว่าเรื่องจะพัฒนาไปอย่างไร?

ขณะที่สภากิจการแผ่นดินใหญ่ของไต้หวันออกมาระบุว่า จีนจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและอย่าประเมินความสามารถและความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตย เสรีภาพ และประชาธิปไตยของไต้หวันต่ำ

แถลงการณ์ของสหรัฐฯ ถือเป็นแถลงการณ์แรกของรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดใหม่ภายใต้การนำของประธานาธิบดีไบเดนต่อความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับไต้หวัน หลังจากที่กองทัพสหรัฐฯ ได้ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินธีโอดอร์ รูสเวสต์ และกองเรือรบมายังทะเลจีนใต้ทันที โดยสหรัฐฯ อ้างเหตุผลว่าเพื่อแสดงออกถึงการมีเสรีภาพการเดินเรือทางทะเลในน่านน้ำบริเวณนี้ และจีนได้ตอบโต้สหรัฐฯ ด้วยการเตรียมซ้อมรบในทะเลจีนใต้ต่อเนื่อง

ทางด้านจีนนั้น ชุย เทียนข่าย เอกอัครราชทูตประจำวอชิงตัน กล่าวผ่านฟอรัมออนไลน์เมื่อวันพุธที่ 27 ที่ผ่านมาโดยย้ำว่า จีนมีจุดยืนมายาวนานในการอยู่ร่วมกับอเมริกาอย่างสันติ แต่เตือนว่า การที่อเมริกามองจีนเป็นคู่แข่งทางยุทธศาสตร์และศัตรูในจินตนาการ เป็นการตัดสินที่ไม่ยุติธรรมและอาจนำมาซึ่งความผิดพลาดร้ายแรง

ชุยย้ำว่า ปักกิ่งต้องการร่วมมือ ไม่ใช่เผชิญหน้า และเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายเจรจาเพื่อแก้ไขจุดยืนที่ไม่ตรงกัน แต่ย้ำว่า จีนจะไม่ยอมอ่อนข้อในด้านอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน และหวังว่า อเมริกาจะเคารพผลประโยชน์หลักของจีนและไม่ล้ำเส้น

เหตุขัดแย้งเรื่องไต้หวัน เป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นที่ใหญ่ที่สุดของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับจีน นับตั้งแต่ยุคสงครามเย็น หลังจากที่สหรัฐยกระดับการสนับสนุนประธานาธิบดีไช่ อิงเหวินของไต้หวันที่มีท่าทีแข็งกร้าว ปฏิเสธนโยบาย 1 จีน2 ระบบอย่างชัดเจน ด้านประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนได้ตัดสัมพันธ์และการสื่อสารกับทางไต้หวันตั้งแต่ปี 2559 เมื่อปธน.ไช่ปฏิเสธที่จะยอมรับว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน ทำให้สหรัฐยื่นมือเข้ามาพร้อมเสนอความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและทางทหารอย่างออกนอกหน้า ขยายความตึงเครียดระหว่างจีนและไต้หวันเพิ่มขึ้นจนถึงปัจจุบัน

อดีตปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เพิ่มการขายอาวุธให้ไต้หวัน และนายอเล็กซ์ เอซาร์ รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ของสหรัฐได้เดินทางเยือนไต้หวันอย่างเป็นทางการในเดือนส.ค.ปีที่แล้ว โดยนับเป็นตัวแทนระดับสูงสุดของสหรัฐที่เดินทางเยือนไต้หวันในรอบหลายสิบปี