ดร.อานนท์ เปิด6เหตุผลชัดๆ สอน“อรรถวิชช์”กก.กรองคดี112 จะแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม?

1995

จากที่วันนี้ 3 มกราคม 2565 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า โพสต์ข้อความถึงนาย อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เลขาธิการพรรคกล้า ไว้อย่างน่าสนใจมีเนื้อหาบางช่วงที่สำคัญ

ทั้งนี้เนื้อหาที่ดร.อานนท์ โพสต์ระบุว่า คณะกรรมการกลั่นกรองคดีมาตรา 112  จะเป็นการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมหรือไม่

ผมได้ไปเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญในคดีอาญามาตรา 112  ให้กับพนักงานสอบสวนของตำรวจและได้เดินทางไปเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญในชั้นศาลอีกนับร้อยคดี ได้มีโอกาสทำหน้าที่เป็นวิทยากรอบรมพนักงานสอบสวนทั่วประเทศหลายร้อยคนในการทำคดีมาตรา 112 เพราะผมมีความตั้งใจส่วนตัวที่จะปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเข้มแข็ง

ผมไม่เห็นด้วยกับ อรรถวิชช์ ประเด็นเรื่องคณะกรรมการกลั่นกรองคดีมาตรา 112  ที่อรรถวิชช์ บอกว่าเป็นหลักปฏิบัตินิยมที่จะเป็นทางออกของปัญหาทางการเมืองไทย

เพราะฉะนั้นเรามีความจำเป็นต้องพูดให้เห็นได้ชัดว่าคดี มาตรา112 นั้นไม่ใช่คดีทางการเมือง เป็นคดีความมั่นคง จึงไม่เป็นการสมควรที่จะใช้วิธีการแก้ไขด้วยวิถีแห่งการเมืองที่ตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองคดีเพราะเป็นการกระทำที่ผิดฝาผิดตัวและจะดึงสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองโดยไม่จำเป็น

ประการที่สอง องค์ประกอบความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 นั้นมีความชัดเจนอยู่ในตัวอยู่แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งการตีความต้องอ้างอิงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 มาตรา 6 องค์พระมหากษัตริย์อยู่ในสถานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดล่วงละเมิดมิได้ ผู้ใดจะฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ย่อมกระทำมิได้ อันเป็นแม่บทของมาตรา 112 ป. อาญา

ประการที่สาม นับตั้งแต่ผมได้เกิดมา ได้รู้เห็นก็ เพิ่งเคยได้พบเห็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ/ดูหมิ่น/อาฆาตมาดร้าย จ้วงจาบหยาบช้า บังอาจหยาบคายมากขนาดนี้ ต่อสถาบัน ผมยอมรับว่าไม่เคยเห็นเช่นนี้มาก่อนจริงๆ

ในทางปฏิบัตินั้นมีคดีมาตรา 112 มากมายที่มิได้มีการดำเนินคดีต่อหรือไม่มีผู้ไปแจ้งความ กลายเป็นว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นเสมือนดั่งสุสานคดีมาตรา 112 ก็ว่าได้ เพราะไม่อาจดำเนินการต่อได้โดยเฉพาะการกระทำความผิดบนระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งจำเป็นต้องพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์และพิสูจน์สัญญาณจราจรทางอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งผู้ให้บริการเครือข่ายสังคมจะไม่ยอมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการดังกล่าวเป็นอันขาด

ประการที่สี่ โดยปกติคดีมาตรา 112 113 116  อันเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงนั้น แม้จะมีผู้ไปร้องหรือแจ้งความที่สถานีตำรวจแต่พนักงานสอบสวนตามสถานีตำรวจต่างๆก็ไม่สามารถตัดสินใจดำเนินคดีได้ตามอำนาจหน้าที่เพราะต้องมีการกลั่นกรองอยู่แล้วโดยคณะกรรมการคดีความมั่นคงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ทุกคดีต้องเข้ามาที่ปทุมวันหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติก่อนจะตัดสินว่าจะรับดำเนินคดีหรือไม่ดังนั้นการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองคดีมาตรา 112 เสนอโดยสมศักดิ์เทพสุทินจึงซ้ำซ้อนกับคณะกรรมการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีอยู่แล้ว

ประการที่ห้า เมื่อผมพิจารณาถึงที่มาของคณะกรรมการกลั่นกรองคดีมาตรา 112 พบว่ามาจากผู้ทรงคุณวุฒิสายรัฐศาสตร์และสายนิติศาสตร์อย่างละ 2 คน ตัวแทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1 คนตัวแทนจากสำนักงานอัยการสูงสุด 1 คนและตัวแทนจากศาลฎีกา 1 คน

ถ้าหากกรรมการที่แต่งตั้งหรือสรรหามาไปในทางปฏิกษัตริย์นิยม anti-royalist โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ทรงคุณวุฒิสายรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์อย่างละ 2 คนนั้นใครจะเป็นผู้สรรหามา และหากสรรหามาแล้วได้กลุ่มล้มเจ้าหรือสมาทานลัทธิล้มเจ้ามาเป็นกรรมการชุดนี้จะเกิดอะไรขึ้น? ก็เป็นสิ่งที่ฉันควรตั้งคำถามได้และหากเป็นเช่นนั้น คดีมาตรา 112 ก็อาจจะไม่ได้รับการดำเนินคดีต่อไปเลย

การชี้ขาดเจตนานั้นเป็นหน้าที่ของตุลาการที่จะพิพากษาวินิจฉัย แต่เหตุใดเล่าจึงนำประเด็นเรื่องการขาดเจตนามาใช้ไม่ดำเนินคดีตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวนและชั้นอัยการเสียแล้ว ทำให้ผมมีความรู้สึกว่าไม่สบายใจว่าคดีจะถูกละเลยและประชาชนจะไม่ได้รับความเป็นธรรม สังคมจะถูกกัดกร่อนขาดวิ่นไปจากหลักนิติธรรมและหลักนิติรัฐหรือไม่

ถ้าเราได้มีการเก็บสถิติเช่นสถิติการลงรายวันของเจ้าหน้าที่ตำรวจในคดี มาตรา 112 แล้วนำมาเปรียบเทียบกับคดีที่มีการสั่งฟ้องและศาลประทับรับฟ้องนั้นคงจะได้ตัวเลขที่มีค่าต่ำมาก ไม่แน่ใจว่าจะถึงร้อยละ 5 หรือไม่

ประการที่หก ผมเห็นว่าองค์ประกอบของคณะกรรมการกลั่นกรองคดีมาตรา 112 ซึ่งมีผู้แทนจากศาลฎีกานั้นเป็นการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมโดยฝ่ายบริหาร

อำนาจอธิปไตยของไทยนั้นประกอบด้วย หนึ่ง นิติบัญญัติ สอง บริหาร และสาม ตุลาการ หลักการสำคัญก็คือว่าอำนาจตุลาการจะต้องเป็นอิสระและปราศจากการแทรกแซงจากฝ่ายบริหารโดยเด็ดขาดเพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างสุจริตเที่ยงธรรม

ข้อนี้เป็นประเด็นสำคัญมากและถือว่าเป็นจุดอ่อนที่สุดของคณะกรรมการกลั่นกรองคดีมาตรา 112 ที่นำเสนอโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สมศักดิ์ เทพสุทิน  ผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกตว่าถ้าหากกระทรวงยุติธรรมเข้ามาแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมโดยใช้อำนาจบริหารได้แล้วนั้น ซึ่งในที่นี้เป็นการแทรกแซงได้ทั้งในชั้นตำรวจและชั้นอัยการ

โดยส่วนตัวเมื่อผมวิเคราะห์แล้วผมเห็นว่า การตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองคดี มาตรา 112 นี้ไม่มีความจำเป็นใดๆทั้งสิ้น และจะเป็นผลเสียมากกว่าจะส่งผลดี เช่น จะทำให้กระบวนการพิจารณาคดีล่าช้า เกิดความซ้ำซ้อนกับคณะกรรมการคดีความมั่นคงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งมีอยู่แล้ว หากการสรรหาได้องค์ประกอบมาจากคนซึ่งเป็นกลุ่มปฏิกษัตริย์นิยมย่อมทำให้คดีถูกตัดตอนออกไป

นอกจากนี้ยังเป็นการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมโดยไม่เป็นการสมควรแต่อย่างใด ในทางการเมืองคณะกรรมการชุดนี้เหมือนจะทำให้รัฐบาลและพรรคการเมืองได้รับคะแนนเสียงนิยมจากฝั่งปฏิกษัตริย์นิยม หรือ ฝั่งล้มเจ้าพอสมควร เพราะพยายามประนีประนอม แต่ผมมีความเห็นในทางตรงกันข้าม

กล่าวคือการที่พยายามช่วยให้คนเหล่านั้นหลุดพ้นคดีหรือพยายามหาทางออก แท้จริงแล้วไม่ได้เป็นการสร้างคะแนนนิยมแต่อย่างใด เพราะถึงจะช่วยแค่ไหนเขาก็ยังไม่ชอบหรือไม่คิดจะเปลี่ยนใจมาเลือกพรรคการเมืองฝั่งตรงข้ามอยู่ดี กลุ่มคนที่สมาทานลัทธิล้มเจ้าก็ยังคงจะต้องการเลือกพรรคการเมืองที่มีแนวความคิดล้มเจ้าซึ่งพวกเขาสนับสนุนต่อไป

ดังนั้นกรรมการชุดนี้จะไม่มีประโยชน์อะไรเลยแม้ในทางการเมืองก็ไม่ได้ช่วยให้รัฐบาลได้รับคะแนนเสียงเพิ่มขึ้นแต่อย่างใดไม่ แต่กลับจะทำให้ประชาชนที่จงรักภักดีเกิดความคลางแคลงใจมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม”