บูมศก.ไทย!!สุพัฒนพงษ์นำคณะโรดโชว์ญี่ปุ่น ดึงลงทุนรถอีวี -เทคโนฯขั้นสูง เตรียมแถลงผลงานทีมศ.เดือนพ.ค.นี้

276

บีโอไอ เผย “สุพัฒนพงษ์” นำคณะหน่วยงานด้านเศรษฐกิจเดินชักจูงการลงทุน ณ ประเทศญี่ปุ่น หารือบริษัทชั้นนำในกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ สานความ ร่วมพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ยกระดับกลุ่มอุตสาหกรรมบีซีจีซึ่งก็เป็นการสร้างสมดุลย์กลุ่มทุนใหญ่อุตสาหกรรมยานยนต์มารวมกันผลิตในพื้นที่เป้าหมายของไทย  ด้าน “สุพัฒนพงษ์” เตรียมนำกระทรวงเศรษฐกิจ แถลงผลงานกลางเดือน พ.ค.นี้ ชี้ขณะนี้เจอวิกฤติซ้อนวิกฤติ พร้อมออกมาตรการช่วยเพิ่มเติม ขอประชาชนช่วยประหยัดพลังงานคนละ 10% วอนผู้ประกอบการใช้วัตถุดิบในประเทศ อย่าผลักภาระให้ประชาชน ยึดเงินเฟ้อปีนี้ 3-5% 

วันที่ 21 เม.ย.2565 น.ส.ดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการ บีโอไอ เปิดเผยว่า การไปญี่ปุ่นของคณะรองนายกรัฐมนตรีเป็นการเยือนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการครั้งแรก นับตั้งแต่เกิดโควิด-19 เพื่อสานต่อข้อริเริ่มการเป็นหุ้นส่วนการร่วมสร้างสรรค์ (co- creation) ระหว่างไทย-ญี่ปุ่น และนำไปสู่การลงทุนในอนาคต ภายใต้ข้อริเริ่ม”Asia-Japan Investing for the Future Initiative” หรือ AJIF ที่ทั้งสองฝ่ายได้ประกาศเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา

ด้านนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายก รัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า ได้เตรียมการให้รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ แถลงผลการทำงานในกลางเดือน พ.ค.นี้ เพื่อให้ประชาชนรับทราบว่ารัฐบาลได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง ซึ่งสถานการณ์เศรษฐกิจขณะนี้ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด เพราะเจอทั้งโควิด-19, สงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งไม่เคยมีรัฐบาลไหนเจอแบบนี้ โดย 10 มาตรการที่รัฐบาลช่วยเหลือประชาชน ที่ได้รับผลกระทบหากเกิดเหตุการณ์ไปมากกว่านี้ ก็มีมาตรการเพิ่มได้ ต้องติดตามสถานการณ์โลกให้ดี เราไม่ประมาท

“สถานการณ์ตอนนี้ไม่ปกติ ต้องรับฟังทุกฝ่าย วันนี้ไม่มีใครเก่งกว่าใคร เคยเจอที่ไหน เป็นวิกฤติซ้อนวิกฤติ มีโควิด-19, ราคาน้ำมันสูงขึ้น ที่เกิดจากความขัดแย้งของมหาอำนาจ ทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้น มีที่ไหนที่ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อเกิดขึ้นพร้อมกัน ทุกประเทศทั่วโลกเจอกันหมด ทั่วโลกก็ขุ่นเคืองกันหมด ทุกรัฐบาลก็อยากให้ประชาชนกลับมาผาสุก สิ่งที่จะบอกได้คือ ต้องลดการพึ่งพาการนำเข้า หาใช้สินค้าในประเทศทดแทนมากขึ้น อย่างน้อยๆก็ต้องช่วยกันประหยัดพลังงาน น้ำมัน ไฟฟ้า 10% ก็ทำให้ประเทศไทยประหยัดเงินตรา ทำให้เรามีเงินในกระเป๋ามากขึ้น”

สั่งซื้อ คลิก!!
สั่งซื้อ คลิก!!

ทั้งนี้ วิกฤติเงินเฟ้อ ข้าวของแพง จะแก้ได้ ประชาชนต้องช่วยกันประหยัดพลังงาน ขอให้ได้คนละ 10% ขณะที่รัฐบาลก็เข้าไปช่วยกลุ่มเปราะบาง ในส่วนของผู้ประกอบการ ต้องไม่ลืมว่าต้องประหยัดด้วย ขอให้ลดต้นทุนการผลิต และอย่าส่งต้นทุนที่สูงขึ้นให้ประชาชน นั่นคือหน้าที่ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่ต้องมีส่วนช่วยเหลือ เพราะเป็นปัจจัยที่เกิดขึ้นจากภายนอก เชื่อว่า ส.อ.ท.และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ทำงานอย่างเต็มที่ ทั้งลดต้นทุน ค่าใช้จ่าย ลดการพึ่งพาวัตถุดิบต่างประเทศ และหาในประเทศทดแทน เพื่อตรึงราคาสินค้าให้มีผลกระทบกับประชาชนน้อยที่สุด

สำหรับตัวเลขเงินเฟ้อปีนี้ยังเชื่อตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศว่าเฉลี่ยทั้งปีที่ 3-5% ส่วนที่ราคาสินค้าเพิ่มสูงมากจนจะดันเงินเฟ้อขึ้นไป 4-5% หรือมีคนที่มองว่าอาจจะสูงกว่านี้ ขอให้ดูอัตราที่เฉลี่ย และให้ไปอ่านรายงานของ ธปท.ให้ไปดูคนทำงานหน้างานจริงๆ คนที่เป็นห่วงเป็นใย มีความเข้าใจหรือไม่ วิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงไปอะไรที่ต้องทำก็ทำ อะไรที่ไม่เชื่อมั่นไม่เกิดก็ไม่เกิด อย่างเรื่อง Stagflation หรือเศรษฐกิจถดถอยไปพร้อมๆกับเงินเฟ้อสูง ธปท.ก็คิดว่าจะไม่เกิดขึ้น

“ทุกประเทศเจอแบบเดียวกันหมด เราไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ปกติ หากอยากกลับไปอยู่สถานการณ์ปกติก็เป็นความหวังของทุกคน รัฐบาลก็หวังให้ประชาชนได้กลับไปสู่ปกติช่วง 2 ปีที่ผ่านมาก็เนิ่นนานพอสมควรทุกคนรู้สึกได้ ต้องยอมรับความเป็นจริงว่าวันนี้เป็นเหตุการณ์วิกฤติที่หลายๆแบบเกิดขึ้นพร้อมกันและเกิดขึ้นทั่วโลก ส่วนกรณีนายเกรียงไกร เธียรนุกูล รองประธาน ส.อ.ท.ขอให้ช่วยลดค่าไฟฟ้าผันแปรกับประชาชนที่ใช้ไฟมากกว่าเดือนละ 300 หน่วย ก็เห็นแต่ในข่าว แต่ที่ประเมินไว้ 300 หน่วยเพียงพอแล้ว”

นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า ตนได้กำหนดเดินทางเยือนญี่ปุ่น พร้อมด้วย ม.ล.ชโยทิตกฤดากร ผู้แทนการค้าไทย และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อจัดกิจกรรมชักจูงการลงทุน ที่กรุงโตเกียว และจังหวัดคานากาวะ วันที่ 19-23 เม.ย.นี้ เพื่อชักชวนญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) และไปขอบคุณที่ให้ความไว้วางใจไทย เพราะไทยได้เตรียมความพร้อมพัฒนาประเทศ และอุตสาหกรรมใหม่ๆ ก็เป็นโอกาสที่ดีที่จะมีนักลงทุนญี่ปุ่นเข้ามา ไม่เพียงเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า แต่รวมถึงอุตสาหกรรม S-Curve ทั้งหมด และประเทศไทยยังได้ออกวีซ่าประเภทพิเศษ คือ วีซ่าสำหรับผู้พำนักระยะยาว (LTR) มีอายุ 10 ปี สำหรับ 4 กลุ่ม คือ ผู้มีความมั่งคั่งสูง ผู้เกษียณอายุ ผู้ที่ต้องการทำงานจากไทย และผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษที่กำลังเร่งออกประกาศของกระทรวงมหาด ไทยในเร็วๆนี้