นับถอยหลังหายนะศ.สหรัฐ!?!เงินเฟ้อทะยาน มะกันนัดหยุดงานนับแสนทั่วปท.ซ้ำ

186

ด้วยสถิติชาวอเมริกันจำนวน 4.3 ล้านคนที่ลาออกจากงานในเดือนสิงหาคม คิดเป็นกำลังงานของประเทศ 2.9%ส่งผลต่อวิกฤตขนส่งและปัญหาห่วงโซ่อุปทานเกิดความชะงักงันทางเศรษฐกิจขนานใหญ่ ในเวลาเดียวกัน คนงานสหภาพแรงงานประมาณ 100,000 คนทั่วประเทศกำลังนัดหยุดงานหรือถูกขู่ว่าจะนัดหยุดงาน เพื่อขอเจรจาเงื่อนไขการจ้างงาน นักวิเคราะห์ชั้นนำขนานนามเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า “สไตรค์โทเบอร์:Striketober” ซ้ำเติมภาวะค่าครองชีพพุ่ง เงินเฟ้อทะยานเอาไม่อยู่ ส่งผลต่อเสถีรภาพทางเศรษฐกิจของสหรัฐอย่างไม่เคยเป็นมากอ่น

วันที่ 25 ต.ค.2564 สื่อต่างประเทศรายงานว่า วุฒิสมาชิก ริก สก็อตต์ (Sen.Rick Scott)สังกัดพรรครีพับลิกัน ได้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการของเขาเพื่อคัดค้านการจัดการกับวิกฤตหนี้ของอเมริกาและอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นของพรรคเดโมแครต และเรียกร้องให้ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ยกเลิกการตัดสินใจใช้คำสั่งบังคับฉีดวัคซีนที่ผิดกฎหมายต่อธุรกิจของอเมริกาที่กำลังทำลายประเทศและประชาชนอเมริกัน ราคาเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้นไม่หยุด และรายงานล่าสุดของเฟด (FED:Federal Reserve) ที่ยืนยันข้อกังวลของวุฒิสมาชิกสกอตต์ว่า ข้อบังคับฉีดวัคซีน ได้กลายเป็นข้ออ้างของธุรกิจอย่างกว้างขวางว่า เป็นสาเหตุของปัญหาการจัดหาแรงงานและการจ้างงาน

วุฒิสมาชิกริก สก็อตต์กล่าวว่า “ธนาคารกลางสหรัฐยอมรับสิ่งที่ฉันได้เตือนมาหลายสัปดาห์แล้ว: คำสั่งบังคับวัคซีนของปธน.ไบเดน ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทำให้เกิดการลาออกสูงขึ้น ขับไล่ชาวอเมริกันออกจากงาน และซ้ำเติมให้กับปัญหาวิกฤตห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลถึงวิกฤตการณ์เงินเฟ้อที่รบกวนครอบครัวชาวอเมริกัน 

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

สก็อตต็กล่าวว่า “การรับวัคซีนควรเป็นทางเลือกส่วนบุคคลของชาวอเมริกันทุกคน และรัฐบาลไม่มีสิทธิ์บังคับการตัดสินใจนี้กับพวกเขา ทุกสิ่งที่โจ ไบเดนทำ ทำให้เกิดสิ่งเลวร้ายมากขึ้น ต่อครอบครัวอเมริกันและธุรกิจในฟลอริดาและทั่วอเมริกา ประธานาธิบดีไบเดนต้องยกเลิกคำสั่งวัคซีนที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และฉันจะไม่หยุดต่อสู้เพื่อหยุดความหวาดกลัวของคนอเมริกัน และความบ้าคลั่งแบบสังคมนิยมของไบเดน”

ในด้านของสหภาพแรงงานสหรัฐฯ มีท่าทีสร้างแรงกดดันต่อนายจ้างอย่างต่อเนื่องผลกระทบจากการระบาดโควิด-19 ต่อแรงงาน ได้กลายเป็นช่วงเวลาแห่งการต่อรองกับนายจ้างนอกเหนือไปจากการถูกบังคับให้ฉีดวัคซีน แลกกับได้รับการจ้างงาน  การต่อรองเริ่มขึ้นเพื่อเพิ่มค่าจ้างและผลประโยชน์อื่นๆด้วยเหตุผลว่า ภาระระบาดหนักของโควิด-19 ทำให้ต้องทำงานหนักขึ้น แต่ค่าจ้างและสวัสดิการเท่าเดิมหรือบางที่น้อยลง ที่สำคัญหลักประกันและการชดเชยเมื่อติดโควิดหรือเสียชีวิตไม่มี

โฮเซ อะโรโย (Jose Arroyo) รองประธานฝ่ายกิจการการเมือง, ผู้นำสหภาพแรงงาน ของมะฮอนิง ทรัมบัลล์ (Mahoning-Trumbull County) ให้สัมภาษณ์สื่อท้องถิ่นของสหรัฐฯว่า “โรคระบาดนี้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำหรับคนงานนับล้านที่ลาออกจากงาน สิ่งที่คนงานรู้สึกไม่สบายใจจริงๆ คือการที่ผลประโยชน์ ค่าจ้าง และสภาพการทำงานลดลงอย่างต่อเนื่องตลอด 20-30 ปีที่ผ่านมา และสมาชิกสหภาพมีจำนวนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ”

พนักงานในบริษัทสเตริส ไซเคิล(Steris Cycle) ซึ่งเป็นบริษัทกำจัดขยะทางการแพทย์กำลังนัดหยุดงาน โดยร่วมกับคนงาน 100,000 คนขึ้นไปทั่วประเทศได้หยุดงานหรือเตรียมที่จะนัดหยุดงาน

นักวิเคราะห์เรียกปรากฎการณ์นี้ว่า “เป็นสไตรค์โทเบอร์: Striketober” อย่างเป็นทางการในสหรัฐอเมริกา

ดูสภาวะการประท้วงอย่างไม่เป็นทางการของคนงานที่เกิดขึ้นพร้อมกันหรือในเวลาใกล้เคียงกันตลอดเดือนสิงหาคม-ตุลาคม 2564

-พนักงานโบอิ้ง 200 คนประท้วงต่อต้านคำสั่งบังคับให้ฉีดวัคซีน

-พนักงานบริษัท เดรีแอนด์โค (Deere and Co.) หลายพันคนลาออก

-คนงานบริษัท ธัญพืชเคลล็อก(Kellogg Co.) ลาออกแล้วจำนวนมาก เมื่อสัปดาห์ก่อน

-คนขับรถแท็กซี่ในนิวยอร์กซิตี้หยุดประท้วงเรียกร้องเยียวยา

-คนงานของแม็คโดนัล  (McDonald) นัดเดินประท้วงปัญหาค่าแรงและล่วงละเมิดทางเพศ

-พนักงานของอเมซอน (Amazon) ในเกาะสตาเตนกำลังยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์แห่งชาติ เพื่อเริ่มต้นการผลักดันก่อตั้งสหภาพแรงงาน

-ในขณะที่คนงานพิพิธภัณฑ์บางคนได้เริ่มการเจรจาร่วมกันกับนายจ้างเกี่ยวกับเงื่อนไขการจ้างใหม่

นอกจากนี้คำว่า “antiwork/Reddit” ต่อต้านการทำงานบนแพลตฟอร์มโซเชียลเติบโตเร็วที่สุดบนแพลตฟอร์ม ซึ่งเต็มไปด้วยภาพหน้าจอของพนักงานที่ส่งข้อความถึงเจ้านายปฏิเสธไม่กลับไปทำงาน

ก่อนหน้านี้เดือนสิงหาคม 2564 กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ไดเ้รายงานว่าชาวอเมริกัน 4.3 ล้านคนลาออกจากงาน ซึ่งหลายคนสังเกตว่าจำนวนมากขนาดนี้ทั่วประเทศ คล้ายกับการนัดหยุดงานประท้วงในลักษณะเดียวกัน

ไม่ว่าจะเรียกว่าเป็นการนัดหยุดงานอย่างไม่เป็นทางการหรือเรียกว่า การลาออกครั้งใหญ่ก็ตาม นี่คือภาวะของการจ้างงานที่ชะงักงัน และเป็นการเคลื่อนไหวที่มีพลังส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจสหรัฐอย่างมาก ขณะที่สถานการณ์น่าวิตกกังวลเกิดขึ้น ปธน.โจ ไบเดนและทีมบริหารยังไม่มีท่าทีในการออกมาตรการรับมือปัญหาเหล่านี้อย่างชัดเจนแต่อย่างใด??