สหรัฐเดี้ยง!!การผลิตอัมพาต มะกันแห่ลาออกเดือนเดียว4.3 ล้านคน

323

กระทรวงแรงงานสหรัฐฯเปิดเผยจำนวนคนงานในสหรัฐฯ ที่ลาออกจากงานเพิ่มขึ้นเป็น 4.3 ล้านคนในเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นอัตราการลาออกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สืบเนื่องจากหลายปัจจัย ทั้งกลัวติดโควิด ปัญหาเด็กยังไม่กลับไปเรียนและคำสั่งเข้มของปธน.ไบเดน เรื่องบังคับฉีดวัคซีน บริษัทที่มีพนักงาน100 คนขึ้นไปต้องให้พนักงานฉีดวัคซีนอย่างน้อย 1 โดส ถ้าไม่ปฏิบัติจะถูกปรับหนัก ด้านสำรวจคนงานส่วนใหญ่ยอมลาออกจากงาน หากบริษัทบังคับ

สถาณการณ์เช่นนี้ส่งผลกระทบกับภาคการผลิตเต็มๆ แม้ตัวเลขตำแหน่งงานจะมีมาก แต่ขาดคนทำงาน ส่อแววการผลิตเป็นอัมพาต รวมกับปัญหาวิกฤตห่วงโซ่อุปทานที่หนักอยู่แล้วให้สาหัสยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค ปรับตัวขึ้น 0.4% ในเดือนกันยายน เมื่อเทียบรายเดือน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.3% อยู่เล็กน้อย หลังจากเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนส.ค.

เมื่อเทียบรายปี ดัชนี CPI ปรับตัวขึ้น 5.4% ในเดือนกันยายน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 5.3% เท่ากับเดือนสิงหาคม

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

เมื่อวันที่ 12 ต.ค.2564 สำนักข่าวอัลจาซิรา รายงานผลการสำรวจตำแหน่งงานว่างและการหมุนเวียนแรงงานล่าสุด – JOLTS – จากกระทรวงแรงงานสหรัฐแสดงให้เห็นว่าจำนวนชาวอเมริกันที่ลาออกจากงานเพิ่มขึ้นเป็น 4.3 ล้านคนในเดือนสิงหาคม นั่นคือร้อยละ 2.9 ของลูกจ้างทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นอัตราการลาออกสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ในขณะเดียวกัน จำนวนตำแหน่งงานว่างในสหรัฐฯ ลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 10.4 ล้านคนในเดือนสิงหาคม แต่ตามมาด้วยเดือนกรกฎาคมซึ่งมีผู้ขอการสงเคราะห์เพราะว่างงานมากเป็นประวัติการณ์ถึง 11.1 ล้านตำแหน่ง

อัตราการออกจากงานที่สูงมักจะส่งสัญญาณว่า คนงานชาวอเมริกันไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับโอกาสทางอาชีพของตน แต่การลงลึกในข้อมูลแสดงให้เห็นว่าความกลัวที่จะต้องถูกบังคับฉีดวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 แบบเดลต้า ส่งผลทำให้พนักงานต้องลาออกจากงาน

คนงานประมาณ 892,000 คนในอุตสาหกรรมสถานที่พักและบริการอาหารลาออกจากงาน แม้ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิดยังเพิ่มขึ้นในเดือนส.ค. นั่นคือ 157,000 มากกว่าเดือนก่อน ทำให้ร้านค้าและกิจการที่เกี่ยวข้องขาดแรงงานแม้จะเพิ่มค่าแรงก็ตาม

จำนวนคนที่ลาออกจากงานและจำนวนตำแหน่งงานว่างที่เพิ่มขึ้นได้กลายเป็นประเด็นที่น่าเป็นห่วงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจของประเทศ

เศรษฐกิจจะฟื้นตัว เมื่อมีงานเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการและมีคนได้รับการว่าจ้างและในเดือนกันยายน แรงงานนอกภาคเกษตรเพิ่มเข้ามาเพียง 194,000 คนนั่นคือตัวเลขที่น้อยที่สุดในปีนี้

ตลาดแรงงานในสหรัฐฯ ยังคงมีตำแหน่งงานประมาณ 5 ล้านตำแหน่ง ซึ่งไม่อาจทดแทนจำนวนแรงงานจำนวน 22 ล้านตำแหน่งที่สูญเสียไปจากการล็อกดาวน์เพราะคลื่นการแพร่ระบาดโควิด-19 ลูกแรกในปีที่แล้ว แต่ร้อยละ 51 ของเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กกล่าวว่าพวกเขามีตำแหน่งงานว่าง แต่หาคนมาสมัครทำงานไม่ได้ในเดือนกันยายน ผลจากการสำรวจของสหพันธ์ธุรกิจอิสระแห่งชาติ

ธุรกิจต่างๆ ได้เสนอสิ่งจูงใจ เช่น การเพิ่มโบนัสและการขึ้นค่าแรง เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กประมาณ 42 เปอร์เซ็นต์กล่าวว่า พวกเขาได้เพิ่มค่าตอบแทนเมื่อเดือนที่แล้ว และทำสถิติสูงสุดในรอบ 48 ปี ก็ยังหาคนมาทำงานไม่ได้

การต่อต้านบังคับฉีดวัคซีน ความกลัวติดโควิด การขาดทางเลือกในการดูแลเด็กที่ยังไม่เปิดเรียน และบัญชีออมทรัพย์ที่เต็มไปด้วยดอลลาร์กระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลสหรัฐ ล้วนถูกอ้างถึงว่าเป็นปัจจัยที่เป็นไปได้ที่ทำให้คนงาน ไม่ยอมกลับเข้าทำงาน

แต่สิ่งที่ไม่ต้องสงสัยคือตลาดงานของคนงานกำลังเผชิญกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้น เงินเยียวยาการว่างงานของรัฐบาลกลางหมดอายุในต้นเดือนกันยายน ทำให้หน่วยงานรัฐบาลยังหวังว่า เมื่อไม่มีเงินหนุนช่วยจากรัฐบาลกลางแล้ว แรงงานทั้งหลายจะกลับเข้าทำงานอีก

นอกจากนี้ การวัดความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยคอนเฟอร์เรนซ์บอร์ด (Conference Board) ซึ่งวัดความรู้สึกของผู้คนเกี่ยวกับเศรษฐกิจในปัจจุบัน และความคาดหวังในอนาคตของพวกเขา ก็ลดลงเช่นกันในเดือนกันยายน หลังจากการลดลงอย่างรวดเร็วในเดือนสิงหาคม