สหรัฐร่อแร่!?! รมว.คลังร้องคองเกรสเพิ่มวงเงินหนี้ เตือนงบฯหมดต.ค.ส่อชัตดาวน์

390

ท่ามกลางกระแสอวยเศรษฐกิจสหรัฐว่า แข็งแกร่งในตลาดหลักทรัพย์ แต่มองดูภาคเศรษฐกิจจริง หรือ Real Sector Economy และรายได้ของประเทศแล้วยังน่ากังวลไม่น้อย นางเยลเลนฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่ ปธน.โจ ไบเดนและพรรคเดโมแครต หมายมั่นปั้นมือมากว่าจะเข้าขากันดีกับเฟด เพราะเคยทำงานร่วมกันที่เฟดมาก่อน คงจะช่วยผลักดันเศรษฐกิจสหรัฐให้พุ่งไปข้างหน้าได้อย่างที่ทั้งโลกคาดหวัง แต่ล่าสุดกรณีที่นางเยลเลนส่งจดหมายเรียกร้องถึงนางเปโลซี ประธานสภาคองเกรสสหรัฐฯ ขอให้สภาฯเร่งอนุมัติ เกณฑ์ขอเพิ่มวงเงินกู้หนี้ให้ทันเวลา การชำระหนี้ของสหรัฐ และการประกาศมาตรการช่วยเหลือจากผลกระทบโควิด-19 ที่ยืดเยื้อมาจนเวลานี้ และขู่ว่าถ้าไม่เร่งอนุมัติเดือนตุลาคมนี้วิกฤติแน่ เพราะสิ้นเดือนกันยายนหมดระยะเวลามาตรการพิเศษแล้ว  ต้องเร่งอัดฉีดเงินเข้าระบบให้ทัน ไม่เช่นนั้นอาจต้องชัดดาวน์ที่ทำงานรัฐบาลและเสียเครดิตใหญ่หลวงต่อเจ้าหนี้ต่างประเทศทั้งหลาย

มาพิจารณาดูสัญญาณเศรษฐกิจของสหรัฐกันว่าเป็นอย่างไร ทำไมรมว.คลังถึงร้อนรนนัก

สัญญาณเงินเฟ้อของสหรัฐยังคงอยู่ในระดับสูง และทำให้ Fed จะยังคงดำเนินการตามแผนในการลดทอน QE  ตัวเลขการจ้างงานจะชะลอลง ความเสี่ยงตัวเลขเศรษฐกิจที่ชะลอตัวที่ยังมีอยู่ต่อเนื่อง มีความเป็นไปได้ที่ตัวเลขการจ้างงานเดือน ก.ย.ของสหรัฐ จะยังคงอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องจากส.ค. เนื่องจากในเดือน ก.ย. สหรัฐเผชิญกับปัญหาจากเฮอริเคนไอดา ที่ทำให้ต้องปิดกิจการชั่วคราวในหลายมลรัฐ 

ในระยะต่อไปมาตรการการเงิน-การคลังของสหรัฐยังไม่แน่นอน จนถึงวันนี้เนื่องจากความเสี่ยงทางการเมืองที่เกี่ยวกับพรรคเดโมแครตกับรีพับลิกัน จะมีมากขึ้นทั้งในประเด็น 

(1) มาตรการโครงสร้างพื้นฐานและสวัสดิการประชาชนระยะยาวสหรัฐวงเงินรวม 4.5 ล้านล้านดอลลาร์ 

(2) ปัญหาเพดานหนี้สาธารณะและการปิดรัฐบาล (Government shutdown) 

(3) การเลือกตั้งทั่วไปเยอรมนีส่งผลกระทบเกี่ยวกับธุรกิจเกี่ยวเนื่องของสหรัฐ 

(4) การเลือกตั้งผู้นำพรรค LDP ของญี่ปุ่น และ 

(5) มาตรการ Common prosperity ของจีน ที่เน้นควบคุมความมั่งคั่งให้แบ่งปัน

ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะทำให้เกิดความผันผวนในเศรษฐกิจของสหรัฐและโลกต่อเนื่อง

ปัจจัยที่ต้องจับตาในสัปดาห์หน้า ได้แก่ ตัวเลขยอดค้าปลีกและเงินเฟ้อของสหรัฐ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดแนวทางนโยบายการเงินสหรัฐต่อไป โดยหากเงินเฟ้อไม่มีสัญญาณชะลอลง หรือตัวเลขยอดค้าปลีกยังคงขยายตัว อาจเห็นสัญญาณการลดทอน QE ที่แรงขึ้น ซึ่งอาจทำให้ตลาดปรับตัวลดลงได้ สำหรับปัจจัยใหม่ที่ต้องติดตาม คือ ท่าทีของสหรัฐฯ-จีน หลังผุ้นำทั้ง 2 ประเทศเริ่มกลับมาเจรจากันอีกครั้ง โดยตลาดเริ่มมองประเด็นเรื่องมาตรการภาษีของสหรัฐฯและจีนว่าจะมีการทบทวนหรือไม่  

Yellen เรียกร้องให้รัฐสภาเพิ่มวงเงินหนี้เพราะอะไร

เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เตือนแนนซี เปโลซี ประธานสภาคองเกรสว่า การผิดนัดชำระหนี้ของสหรัฐฯ อาจมีผลร้ายแรงตามมา ทั้งด้านเครดิตและสั่นสะเทือนความอ่อนไหวตลาดหลักทรัพย์ พร้อมเตือน Pelosi เกี่ยวกับมาตรการพิเศษที่กำลังจะหมดลงในเร็วๆ นี้

 

เยลเลนย้ำว่าฝ่ายนิติบัญญัติมีเวลาถึงเดือนตุลาคมก่อนจะเกิดการผิดนัดชำระหนี้ครั้งประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ

เยลเลนเขียนบรรทึกถึงสภาฯว่า “ความล่าช้าของรัฐบาลในการปฏิบัติตามพันธกรณีทั้งหมด มีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะไม่สามารถแก้ไขได้” เธอกล่าวเสริมว่า “อาจทำให้ต้นทุนการกู้ยืมระยะสั้นเพิ่มขึ้น และส่งผลเสียต่ออันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐ” 

เปโลซีตอบกลับว่าการพูดถึงการเพิ่มเพดานหนี้ต้องเกิดขึ้นได้ และเรียกร้องให้พรรครีพับลิกันสนับสนุนการเพิ่มเพดานการกู้หนี้ให้สอดคล้องกับตัวเงินที่ต้องใช้

นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่กล่าวว่าการผิดนัดชำระหนี้ของสหรัฐฯ อาจจุดชนวนให้เศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรง และส่งต้นทุนการกู้ยืมที่พุ่งสูงขึ้นทั่วทั้งเศรษฐกิจของอเมริกา แม้จะมีผลกระทบร้ายแรง แต่ฝ่ายนิติบัญญัติกลับมีความคืบหน้าเพียงเล็กน้อย และตกลงกันไม่ได้อย่างน่าแปลกใจ

ข้อกำหนดเพดานหนี้ ป้องกันไม่ให้กระทรวงการคลังออกพันธบัตรใหม่เพื่อใช้เป็นทุนสำหรับกิจกรรมของรัฐบาลเมื่อใช้ถึงระดับหนี้หรือวันที่กำหนดไว้ ระดับหนี้ปัจจุบันนั้นสูงถึง 22 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนสิงหาคม 2019 และถูกระงับชำระหนี้จนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม 2021

ขีดจำกัดหนี้ใหม่นี้รวมถึงการกู้ยืมเพิ่มเติมของวอชิงตันตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนปี 2019 สำนักงานงบประมาณรัฐสภาคาดการณ์ในเดือนกรกฎาคมว่าวงเงินใหม่น่าจะอยู่ที่ 28.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

เมื่อถามถึงจดหมายของเยลเลนระหว่างการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ของประธานสภาฯ เปโลซีกล่าวว่า พรรคเดโมแครตจะไม่เสี่ยงต่อ การสูญเสียความน่าเชื่อถือและเครดิตของรัฐบาลสหรัฐฯแน่นอน และเรียกร้องให้พรรครีพับลิกันสนับสนุนการปรับขึ้นเพดานหนี้เหมือนที่พรรคเดโมแครตเคยทำ สมัยอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นรัฐบาลกลางมีหนี้สินมากกว่า 7 ล้านล้านดอลลาร์ และย้ำว่าครั้งนี้หวังว่าพรรครีพับลิกันจะรับผิดชอบ

โฆษกรัฐสภากล่าวเสริมว่า พรรคเดโมแครตจะไม่รวมการขึ้นเพดานหนี้ในร่างกฎหมายปรองดองมูลค่า 3.5 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งจะต้องมีคะแนนเสียงข้างมากในรัฐสภาอนุมัติดำเนินการ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณา

การเพิ่มเพดานหนี้จะทำให้กระทรวงการคลัง สามารถชำระเงินสำหรับการใช้จ่ายก่อนหน้านี้ได้ต่อไป คล้ายกับวิธีที่ผู้บริโภคชำระค่าบัตรเครดิตในเดือนก่อนแล้วจึงใช้จ่ายต่อไปได้

หากสภาคองเกรสไม่จัดการเรื่องเพิ่มเพดานการกู้หนี้  การจ่ายเงินประกันสังคม Medicare การใช้จ่ายทางทหาร ดอกเบี้ยหนี้สหรัฐฯ และภาระผูกพันอื่นๆ จะหยุดลง สำนักงานต่างๆของรัฐบาลอาจต้องปิดทำการหรือ ชัดดาวน์ เดทไลน์คือเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้???