สหรัฐโหมกระแสสงครามเชื้อโรค?!?จาก “ไวรัสอู่ฮั่น” ถึง “ฮาวานาซินโดรม”ใช้เชื้อโรคโจมตีคู่แข่งวัคซีน??

361

สงครามใหญ่ภัยพิบัติโลก ได้เริ่มแสดงตัวชัดเจนแล้วว่ากำลังดำเนินอยู่ด้วยสงครามเชื้อโรค และอาจไม่จบสิ้นอย่างง่ายๆ เพราะเริ่มเห็นเค้าลางผู้ต้องสงสัยอันดับ 1 ในโลกเช่นมหาอำนาจสหรัฐฯ เพราะพฤติกรรมในอดีต การกระทำในปัจจุบัน โดยเฉพาะการใช้สงครามเชื้อโรคทำลายคู่ปรับ ในอดีตยุคก่อตั้ง ใช้เขื้อไข้ทรพิษทำลายชาวอินเดียนแดงจนเกือบสิ้นเผ่าพันธุ์ ต่อมาใช้ไข้หวัดสเปนปราบประเทศอดีตมหาอำนาจคู่แข่งในยุโรป ไม่นานต่อมาแพร่เชื้อHIV เพื่อทดลองยาในอาฟริกาและอื่นๆอีกมากมาย

ขณะที่ปัจจุบัน สหรัฐจัดตั้งศูนย์ไบโอแล็บ ทดลองอาวุธชีวภาพทั่วโลกกว่า 200 แห่งโดยไม่เปิดเผยบทบาทและเป้าหมายในการจัดตั้ง ประชาชนในหลายประเทศไม่รู้ด้วยซ้ำว่า มีไบโอแล็บอยู่ใกล้แค่จมูกตัวเอง ก่อนหน้านี้สมัยอดีตปธน.ทรัมป์ฯเปิดฉากโจมตีจีนด้วยคำว่า “ไวรัสอู่ฮั่น” และปธน.ไบเดนสานต่ออย่างดุเดือด ล่าสุดสหรัฐเริ่มโหมกระแสโจมตีคิวบาด้วย “ฮาวานาซินโดรม” และสื่อหลักตะวันตกและบริวารเริ่มกระหน่ำข่าวอย่างรัวๆ  ฮาวานาเป็นชื่อเมืองหลวงที่เป็นสัญญลักษณ์ประเทศคิวบาที่ปกครองด้วยระบบสังคมนิยมและแข็งข้อกับสหรัฐ ทำให้สหรัฐคว่ำบาตรยาวนานที่สุดกว่า 60 ปี และวันนี้มีแนวโน้มผลิตวัคซีนต้านโควิดได้ทุกสายพันธุ์ กำลังเป็นที่จับตาของโลก และประเทศเพื่อนบ้านในละตินอเมริกาเตรียมสั่งเข้ามาใช้สู่โควิดอย่างคึกคัก

วันที่ 20 ก.ค.2564 สื่อต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลสหรัฐฯ แสดงความกังวลของอาการโรคประหลาดซึ่งสหรัฐเรียกกว่าเป็นโรค “ฮาวานา ซินโดรม” ซึ่งมักเกิดกับบรรดาสายลับ เจ้าหน้าที่หน่วยงานข่าวกรอง นักการทหาร นักการทูต ที่ประจำการในหลายประเทศในยุโรป

ขั้นแรกมีการสันนิษฐานว่าอาจเป็นผลของการโดนโจมตีโดย “คลื่นพลังโซนิก” ซึ่งทางการสหรัฐฯ ได้กล่าวหาคิวบาว่าได้กระทำการส่งคลื่นโซนิกรบกวนสถานทูต แต่ทางการคิวบาปฏิเสธอย่างแข็งขัน และเรื่องนี้ได้กลายเป็นประเด็นของความขัดแย้ง

ในปี 2019 สหรัฐฯ ได้ทำการศึกษาเชิงวิชาการว่าด้วย “ความผิดปกติ” ของสภาพสมองของเจ้าหน้าที่สถานทูตในคิวบาซึ่งล้มป่วย แต่ทางการคิวบาปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดที่สหรัฐกล่าว

การใช้พลังคลื่นรบกวนมีความเป็นไปได้เพราะมีผลกระทบต่อระบบประสาททุกส่วนและสมอง เป็นคลื่นไร้เสียง แต่สามารถทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายจนพิการ และเป็นส่วนหนึ่งของการรบกวนการปฏิบัติงานของฝ่ายตรงข้าม

สหรัฐฯ และคิวบาตัดความสัมพันธ์ยาวนานกว่า 60 ปี เพิ่งมารื้อฟื้นงานสถานทูตในยุคของประธานาธิบดีบารัค โอบามา และผู้นำฟิเดล คาสโตร แต่มาถูกลดระดับ กลายเป็นมาตรการคว่ำบาตรในยุคของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จนถึงหนักสุดในยุคปธน.ไบเดนถึงขั้นสนับสนุน การเมืองลงถนนและด้อยค่าคิวบาให้เป็นรัฐล้มเหลว

ล่าสุดทางการสหรัฐฯ ได้ตรวจสอบอาการป่วยที่ว่านี้ซึ่งได้เกิดกับเจ้าหน้าที่ต่างๆ ในสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเวียนนา เมืองหลวงของออสเตรีย ซึ่งมีเจ้าหน้าที่หลายคนประสบปัญหาสุขภาพที่ว่านี้ ข่าวเรื่องนี้ถูกรายงานโดยนิตยสารเดอะนิวยอร์กเกอร์

จากนั้นกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ยอมรับว่าได้มีการศึกษาและตรวจสอบอาการเจ็บป่วยของเจ้าหน้าที่จริง ด้านออสเตรีย โดยเฉพาะกรุงเวียนนาถือว่าเป็นเมืองสำคัญเชื่อมรอยต่อระหว่างยุโรปตะวันตกกับตะวันออก เป็นแหล่งชุมนุมของสายลับและหน่วยงานข่าวกรองของแทบทุกชาติ สถานทูตสหรัฐฯ ก็มีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่เป็นจำนวนมาก

 

ถือได้ว่าเวียนนาเป็นแหล่งที่มีจารชนและเจ้าหน้าที่ข่าวกรองสืบหาข่าว ระหว่างค่ายสหรัฐฯ และพันธมิตร และฝ่ายรัสเซีย รวมทั้งจีนและเกาหลีเหนือ มาตรการความปลอดภัยต่างๆ จึงถูกยกระดับนับตั้งแต่เกิดอาการโรคลึกลับ

อาการของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ในออสเตรียมีความหลากหลาย ทั้งปวดหัว มีแรงกดดันที่ศีรษะ บางครั้งก็มีเสียงหวีดแหลมก้องในรูหู ความรู้สึกโหวงเหวงของร่างกายยามเคลื่อนไหว มีอาการแบบเป็นๆ หายๆ บางรายถูกตรวจอาการผิดปกติของสมอง

ยอดรวมของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่ป่วยด้วยอาการเช่นนี้มีมากกว่า 20 รายนับตั้งแต่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนเข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม หลังจากนั้นความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซีย รวมทั้งจีนและคิวบาก็ไม่ได้ดีขึ้น

สถานการณ์ต่างๆ ในช่วงของไบเดนเริ่มถูกมองว่าเป็นสงครามเย็นรอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯและพวกฝ่ายหนึ่ง กับจีนและพวก อีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งมีการเผชิญหน้ากันในทะเลดำ ทะเลจีนใต้ คาบสมุทรเกาหลี รวมทั้งพื้นที่ในทะเลเหนือ ทั้งส่อแววว่าจะเลวร้ายลงมากขึ้น

ข้อน่าสังเกตุคือ การจะใช้โซนิคเข้าสุ่สมองคน ต้องมีสื่อที่เป็นตัวรับคลื่น ทำไมเป็นเฉพาะเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ใครกันที่จะใส่ “สื่อเครื่องรับ”ในตัวของคนสหรัฐฯได้ ทำให้ข่าวเรื่องการถกเถียงของแพทย์และนักวิทยาศาสตร์สหรัฐกลุ่มหนึ่งเกี่ยวกับส่วนประกอบในวัคซีนของสหรัฐฯ มีสารตัวนำบางชนิดที่มีคุณสมบัติเหมือนสารคลื่นแม่เหล็ก อาจกลับมาได้รับความสนใจมากขึ้น แต่คงหาอ่านในบ้านเรายาก เพราะสื่อตะวันตกได้ตราประทับไว้แล้วว่า เป็นข่าวปลอม?? แต่ข่าวทางเลือกน่าจะยังมี