“ไพศาล” แชร์โพสต์ ซัดหน้าผู้มีอำนาจ ไม่ขยับสยบข่าวลือ เพื่อปกป้องสถาบันฯ

659

เริ่มไปกันใหญ่แล้ว!? “ไพศาล” แชร์โพสต์ ซัดหน้าผู้มีอำนาจ ไม่ขยับสยบข่าวลือ เพื่อปกป้องสถาบันฯ สุดท้ายพังแน่ๆ 2 กลุ่ม!?

จากกรณีที่นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ผู้ถูกออกหมายจับตามความผิดมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งลี้ภัยอยู่ในฝรั่งเศส ได้โพสต์ข้อความโดยบอกว่า มีข่าวลือว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระประชวร และประทับอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช ต่อมาทางด้านของ นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส. พรรคก้าวไกล ได้โพสต์ข้อความในสื่อโซเชียลทุกช่องทางว่า “มีที่ไหน ขนาดคิดว่าเป็นแค่ข่าวลือก็ยังดีใจ good night”

ซึ่งกระแสข่าวลือดังกล่าวนั้นก็ได้แพร่กระจายและมีคนพูดถึงกันเป็นอย่างมากในโลกโซเชียล โดยกลุ่มสามกีบได้เอาประเด็นข่าวลือนี้ไปแชร์ พร้อมจาบจ้วง หมิ่นสถาบันกันเป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่มีการดำเนินคดีใดๆกับใคร จนเกิดการตั้งคำถามเป็นอย่างมาก

ล่าสุดในวันที่ 25 พ.ค.64 ทางด้านของ นายไพศาล พืชมงคล อดีตกรรมการผู้ช่วย รองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก paisal puechmongkol โดยระบุข้อความว่า

ข่าวลืออัปมงคลทำลายใคร?
โดย สิริอัญญา
วันอังคารที่ 25 พฤษภาคม 2564
ในช่วงสิบวันที่ผ่านมานี้เกิดการแพร่ข่าวลืออัปมงคลอย่างกว้างขวาง ทำให้ประชาชนตื่นตระหนกตกใจกลัวทั่วประเทศด้วยความห่วงใยในสถาบันพระมหากษัตริย์ การแพร่ข่าวลือนี้นอกจากกระทำในประเทศแล้ว ยังมีการเขียนข่าวส่งไปยังประเทศต่าง ๆ หลายประเทศ
แต่ทว่าประเทศต่าง ๆ นั้นประชาชนเขามีเหตุมีผลและมีวิจารณญาณ ดังนั้นจึงไม่มีใครเชื่อถือ เพราะต่างก็รู้ว่าในเรื่องสำคัญทั้งหลายของบ้านเมืองนั้นย่อมต้องฟังคำแถลงการณ์ของทางราชการ

เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจว่าระยะเวลาหลายวันที่เกิดการแพร่ข่าวลือนี้ผู้มีอำนาจหน้าที่ในบ้านเมืองไม่มีใครปริปากชี้แจงแถลงความจริงหรือปฏิเสธข่าวลือเลยแม้แต่คนเดียว จึงยิ่งทำให้เกิดความหวาดหวั่นมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่คนมีอำนาจหน้าที่ย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่าความจริงคืออะไร เพียงแค่เปิดปากพูดสักคำสองคำว่าเป็นข่าวเท็จเป็นข่าวลือที่ไร้สาระ แต่กลับไม่ทำ
ทำให้คนทั้งหลายตั้งข้อสังเกตด้วยความแปลกประหลาดใจว่าเกิดอะไรขึ้นในบ้านเมือง เพราะแต่ไหนแต่ไรมาผู้มีอำนาจหน้าที่จะถือเป็นภารกิจสำคัญในการปกป้องสถาบันและในการชี้แจงแถลงความจริงเพื่อให้เกิดความจริงที่ถูกต้อง

เพิ่งมาครั้งนี้แหละที่ไม่มีเสียงใด ๆ ออกมาจากปากคนมีอำนาจในบ้านเมืองเลย แม้แค่พูดสักคำว่าเป็นข่าวลือ เป็นข่าวเท็จ หรือไม่เป็นความจริงแต่ก็มิได้กระทำ จึงเป็นที่น่าจับตาสังเกตอย่างยิ่งว่าเกิดอะไรขึ้น
แต่ทว่าโชคดีของบ้านเมืองที่มีผู้ที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เป็นอันมาก และในบรรดาคนเหล่านี้ก็เข้าถึงความเป็นจริงและทราบความจริงเช่นเดียวกับคนมีอำนาจหน้าที่ในบ้านเมือง

จึงทยอยกันบอกกล่าวให้พี่น้องร่วมชาติได้ทราบโดยลำดับว่านั่นเป็นข่าวลืออัปมงคลที่ไม่เป็นความจริง พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่าเป็นหน้าที่ของคนมีอำนาจหน้าที่ที่จะต้องจัดการกับคนกระทำผิดคิดมิชอบที่ปล่อยข่าวลือนี้ ซึ่งก็เห็นตัวตนกันอยู่อย่างชัดเจน จึงทำให้ประชาชนชาวไทยมีความรู้สึกสบายใจขึ้น

จนกระทั่งล่าสุดมีพระสงฆ์ฝ่ายวิปัสสนาธุระสองรูปที่มีเมตตาต่อคนทั้งหลาย ไม่อาจทนเห็นคนไทยตกอยู่ในความหวาดหวั่นหรือความระส่ำระสายจากข่าวลืออัปมงคลนี้ ท่านจึงละเสียซึ่งข้อไม่ควรพูดตามวิสัยแห่งสมณะ ด้วยใจเมตตาต่ออาณาประชาราษฎร ที่หวังให้พ้นจากความวิตกกังวล

พระสงฆ์ฝ่ายวิปัสสนาธุระทั้งสองรูปนี้จึงเปิดเผยความจริงต่อสาธารณะต่างกรรมต่างวาระในระยะเวลาใกล้เคียงกัน แต่มีเนื้อความเป็นเรื่องเดียวกัน จึงทำให้ความจริงในเรื่องนี้ชัดเจนว่าข่าวลืออัปมงคลนั้นเป็นเท็จโดยแท้
พระสงฆ์ทั้งสองรูปนี้เปิดเผยความจริงว่าพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันทรงใฝ่ในพระธรรมและการปฏิบัติกรรมฐาน กระทั่งทรงสามารถเข้ากรรมฐานได้แต่ละครั้งเป็นเวลานาน บางครั้งถึง 2 ชั่วโมง

พระสงฆ์ทั้งสองรูปนี้เปิดเผยความจริงว่าเพราะความใฝ่ในพระธรรมของพระเจ้าอยู่หัว ท่านจึงได้รับอาราธนาเข้าไปวิสัชชนาข้อสงสัยต่าง ๆ ทั้งในเชิงปริยัติ ปฏิบัติ รวมทั้งเชิงปฏิเวธเป็นประจำ บ้างก็ได้รับอาราธนาเข้าไปถวายพระธรรมทุกวัน บางช่วงก็เฉพาะวันอุโบสถ

พระสงฆ์ทั้งสองรูปนี้กล่าวด้วยว่าในห้วงเวลาที่มีข่าวลืออัปมงคลนั้น แต่ละท่านก็ได้รับอาราธนาจากพระเจ้าอยู่หัวเข้าไปสนทนาธรรมและถวายวิสัชชนาข้อสงสัยในการปฏิบัติและในการเข้ากรรมฐาน การไม่ได้เป็นไปตามที่มีข่าวลือนั้นเลย

พระสงฆ์รูปหนึ่งในจำนวนสองรูปนี้ยังได้กล่าวด้วยว่า ในช่วงเวลานั้นวันหนึ่งท่านได้รับอาราธนาไปเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว หลังจากที่คณะสงฆ์จากวัดราชประดิษฐ์ฯ ได้เข้าไปสวดมนต์ตามปกติแล้ว
ดังนั้นความจริงจึงปรากฏชัดเจนว่าในห้วงเวลาที่มีข่าวลือนั้นพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี แม้ทรงเห็นแก่ราษฎรที่อาจเสี่ยงกับการแพร่ระบาดในการมาเฝ้ารับเสด็จ และทรงโปรดให้งดการพระราชพิธีทั้งหลายไว้เป็นการชั่วคราว แต่พระองค์ก็ยังทรงราชกิจเป็นปกติ โดยเฉพาะในเวลากลางคืนแทบทั้งคืน
ทั้งสองพระองค์ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์ ทรงออกกำลังพระวรกายในช่วงค่ำทุกวันเป็นปกติ

ดังนั้นข่าวลืออัปมงคลดังกล่าวจึงไม่สามารถบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ และความจริงได้ทำให้ประชาชนได้ทราบได้เห็นถึงพระราชกรณียกิจที่ทรงงานอย่างหนักด้วยน้ำพระทัยเมตตาต่ออาณาประชาราษฎรของพระองค์
แต่ข่าวลืออัปมงคลนั้นกลับทำลายคนสองพวก

พวกแรกก็คือพวกผู้ปล่อยข่าวลือ ซึ่งหมดสิ้นความน่าเชื่อถือแทบจะสิ้นเชิงแล้ว เกิดการทะเลาะเบาะแว้งจนไม่เป็นผู้เป็นคนที่เอาเรื่องใหญ่ขนาดนี้มาแหกตาพรรคพวกกันเอง ถึงขนาดมีการชี้ว่านี่ก็คือแผนทำลายกันเอง
พวกที่สองก็คือคนที่มีอำนาจหน้าที่ที่ถูกเรื่องนี้กระชากหน้ากากว่าไม่ทำหน้าที่ปกป้องสถาบัน ใจไม้ไส้ระกำอำมหิต ปล่อยให้ประชาชนหวาดหวั่นระส่ำระสายจากข่าวลืออัปมงคล กระทั่งเกิดคำถามทั่วไปว่าเขาต้องการอะไรกันแน่?