ไม่สน แม้สั่งห้าม!? “สรยุทธ” ผิดจริยธรรมร้ายแรง พรุ่งนี้กลับคืนจอช่อง 3 นั่งอ่านข่าว ตอกย้ำสื่อคุณภาพไม่มี นับวันรอถอยหลังลงคลอง!!

2192

หลังจากที่สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ได้วางผังรายการข่าวใหม่ และได้ดึง “สรยุทธ สุทัศนะจินดา” กลับมาเล่าข่าวอีกครั้ง โดยมีกำหนดเริ่มจัดรายการ “เรื่องเล่า เสาร์-อาทิตย์ ” ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2564 นี้

โดยเมื่อวันที่ 27 เม.ย. 64 นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ได้โพสต์ข้อความระบุว่า 10 โมงครึ่ง วันเสาร์ 1 พฤษภาคม เรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์ วันกรรมกรพอดี พบกันนะครับ และยังได้เปิดใจว่า ชีวิตที่ต้องอยู่ในเรือนจำ ได้อดทนรอหลาย ๆ อย่าง เพื่อจะกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง แม้จะมีกระแสสังคมตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการกลับมาครั้งนี้

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 64 นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อ รษก.เลขาธิการ กสทช. และเปิดเผยว่า ตามที่พิธีกรนักเล่าข่าวชื่อดัง ได้โพสต์คลิปวิดีโอลงในเฟซบุ๊กแฟนเพจของตนเอง เพื่อเตรียมหวนกลับคืนสู่หน้าจอโทรทัศน์อีกครั้ง โดยจะกลับมารับหน้าที่พิธีกรข่าว ในเดือนพฤษภาคม 2564 ที่ตนเองเคยทำหน้าที่พิธีกรรายการดังกล่าวมาหลายสิบปี ก่อนที่จะถูกศาลพิพากษาจำคุกในคดีค่าโฆษณาเกินเวลา และต่อมาได้รับการพักโทษ และปล่อยตัวจากเรือนจำอยู่ในขณะนี้นั้น

“การที่พิธีกรนักเล่าข่าวชื่อดัง ถูกต้องโทษและจำคุกในคดีอาญาอันเกี่ยวกับการสนับสนุนเจ้าพนักงานของรัฐกระทำผิดละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยการยักยอกเงินค่าโฆษณาเกินเวลาในรายการเป็นเวลา 6 ปี 24 เดือน อันถือได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมแห่งวิชาชีพ โดยชัดแจ้ง ซึ่งไม่สมควรอย่างยิ่งที่บุคคลดังกล่าว จะกลับมาทำหน้าที่อยู่หน้าจอโทรทัศน์อีกครั้ง เพราะบุคคลที่ทำหน้าที่พิธีกรหรือนักเล่าข่าว ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับสังคม โดยมีประวัติที่ไม่ด่างพร้อย

ที่สำคัญรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 34 ประกอบมาตรา 35 ระบุในข้อยกเว้นเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนไว้ว่า ต้องไม่ก่อให้เกิดการขัดต่อศีลธรรมอันดีและขัดต่อจริยธรรมวิชาขีพแห่งตนด้วย

อีกทั้งข้อบังคับสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ พ.ศ.2553 ซึ่งสิดคล้องกับธรรมนูญสภาการสื่อสารมวลชนแห่งชาติ 2553 ได้กำหนดจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพข่าวไว้ชัดเจนในข้อ 10 ความว่า “ต้องไม่ประกอบอาชีพ หรือวิชาชีพ หรือดำเนินธุรกิจ หรือประพฤติตนอันเป็นการฝ่าฝืนต่อศีลธรรมอันดี หรือเป็นการเสื่อมเสียต่อศักดิ์ศรีและเกียรติคุณของผู้ประกอบวิชาชีพข่าว” และหากเปรียบเทียบกับนักการเมืองที่ทำผิดจริยธรรม จะต้องถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองทันที เช่น พ้นตำแหน่งส.ส. รัฐมนตรี หรือต้องยุติการทำหน้าที่ จนกว่าคดีจะสิ้นสุด อีกทั้งสังคมยังตั้งคำถามว่า หากการนำเสนอข่าว เกี่ยวข้องกับการทุจริต นักข่าวจะอ่านข่าวนี้ โดยไม่รู้สึกละอายต่อความผิดของตนเองหรือไม่

ขณะที่ทางด้านกรมควบคุมความประพฤติ ได้แถลงว่า เตรียมเฝ้ามอนิเตอร์ อ่านการข่าวของนายสรยุทธ ในวันที่ 1 พ.ค. นี้ด้วย ว่าจะแสดงความคิดเห็นทางการเมือง เพราะข้อห้ามในการปล่อยตัวครั้งนี้ คือ ห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง เช่น เป็นพิธีกรให้กับพรรคการเมืองใดการเมืองหนึ่ง ยกเว้นแต่การจัดรายการข่าวทั่วไป ซึ่งจะต้องนำเสนอข้อเท็จจริงของข่าวภายใต้จรรยาบรรณของสื่อมวลชน

ทางกรมคุมประพฤติได้แจ้งไปยังเจ้าของคดี ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานคุมประพฤติ ในส่วนความรับผิดชอบ การคุมประพฤติของนายสรยุทธ ให้ดูทีวีเพื่อตรวจสอบการรับหน้าที่พิธีกรข่าว ครั้งแรกหลังการออกเรือนจำ ของนายสรยุทธ ว่ามีส่วนใดหมิ่นเหม่ต่อการกระทำผิดเงื่อนไขหรือไม่อย่างไร แต่ได้แจ้งไปทางนายสรยุทธแล้ว ว่า การรายงานข่าวที่เกี่ยวข้องกับประเด็นการเมือง หรือสถานการณ์เมือง ให้ระมัดระวังอย่าแสดงความคิดเห็นในเรื่องนั้น ๆ เพราะอาจจะกลายเป็นประเด็นร้องเรียนว่ากระทำผิดเงื่อนไข แต่เชื่อว่านายสรยุทธจะรู้ว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ทำให้น่าจับตามองถึงการกลับมาของสรยุทธ ในหลาย ๆ ประเด็น ทั้งความไม่เหมาะสม ขัดต่อจริยธรรม และในสถานการณ์ที่การเมืองทางฝั่งม็อบ 3 นิ้ว กำลังร้อนแรง จะมีการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองหรือไม่ รวมทั้งทิศทางของการเดินหน้ารายการข่าวช่อง 3 ถือเป็นการวัดเรตติ้งจากประชาชน ว่าจะยอมรับได้หรือไม่กับการที่พิธีกรถูกตัดสินคดีทุจริต กลับมานำเสนอข่าวผ่านหน้าจออีกครั้ง