นายกฯยันไม่ล็อคดาวน์-เคอร์ฟิวห่วงปชช.ฐานราก?!?เดินหน้าหาวัคซีนเพิ่ม หนุน 4 มาตรการเงินสะพัด 2เดือน 2แสนลบ.

929

นายกรัฐมนตรีฯพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชายืนยันชัดไม่ล็อคดาวน์ – ไม่เคอร์ฟิวทั่วประเทศ  ทำเฉพาะจุดเท่านั้น ชี้เหตุผลว่าห่วงกระทบเศรษฐกิจฐานราก ผู้มีรายได้น้อย ระบุการพิจารณามาตรการตัดสินใจจากข้อมูลของทีมแพทย์อย่างรอบคอบ พร้อมให้เศรษฐกิจพอเดินหน้าได้ ขณะที่กระทรวงการคลังรายงานผลการกระตุ้นการบริโภคผ่าน 4 มาตรการปั๊วปังมาก ทั้ง ‘เราชนะ’ ‘คนละครึ่ง’ ‘บัตรสวัสดิการ’ ‘เราเที่ยวด้วยกัน’ จาก 18 กพ.-16 เม.ย.ใช้จ่ายหมุนเวียนเกือบ 2 แสนล้านบาท นอกจากนี้เตรียมจัดหาวัคซีนเพิ่มจากทุกค่ายให้เป็นทางเลือกแก่ประชาชน

 

เมื่อวานนี้ วันที่ 16 เม.ย.2564 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวภายหลังการเป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ว่าที่ประชุม ศบค.ไม่มีมาตรการในการล็อคดาวน์ หรือเคอร์ฟิว แต่เป็นการใช้มาตรการเพิ่มเติมเพื่อดูเรื่องการกำหนดเวลาในพื้นที่ที่มีการเสนอให้ควบคุมเพิ่มเติม

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่ามาตรการทุกอย่างมีผลกระทบต่อประชาชนทุกระดับ โดนเฉพาะผู้มีรายได้น้อยที่จะกระทบมาก เพราะเป็นแหล่งทำมาหากิน เป็นอาชีพของท่าน ดังนั้นหลายๆอย่างผมไม่สามารถที่จะตัดสินไปทางใดทางหนึ่งได้ โดยไม่คิดถึงคนกลุ่มนี้ ผมฟังหลายๆภาคส่วนว่าจะกระทบกับใครบ้างมาตรการต่างๆฟังจากแพทย์ไม่ได้กำหนดเอง ซึ่งในทางเศรษฐกิจก็ต้องมองคนอีกระดับหนุึ่งที่เป็นพี่น้องประชาชน แต่ผมก็บอกให้มีการระมัดระวัง เพราะเขาไม่มีเงินเพียงพอ ถ้าจะบังคับอะไรเขาไม่มีเงินเพียงพอไม่สามารถที่จะอยู่บ้านอย่างเดียวได้

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

นายกรัฐมนตรี กล่าวเสริมว่า “ในหลายประเทศไม่ต้องการให้มีการล็อคดาวน์หรือเข้มงวดอะไรเลยซึ่งเขาก็เดือดร้อนมากกว่า จะเห็นได้ว่าบางประเทศมีการติดเชื้อจำนวนมากหลายหมื่นคน และเสียชีวิตเป็นจำนวนมากเป็นพันเป็นหมื่นคนเหมือนกัน ส่วนเราก็มีการดูแลกำหนดมาตรการเพิ่มเติมแต่ไม่ต้องการให้เกิดผลกระทบกับประชาชน โดยเฉพาะคนที่ประกอบอาชีพในระดับฐานรากของเศรษฐกิจ”

ถูกต้องอย่างยิ่งที่นายกฯห่วงใยประชาชนคนเล็กคนน้อย มาดูผลตอบรับมาตรการกระตุ้นการบริโภคของรัฐบาล ที่ส่งตรงถึงมือประชาชน 4 มาตรการหลักและได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างมาก

น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค. ) เปิดเผยถึงความคืบหน้าของโครงการเราชนะ พบว่า 

กลุ่ม 1 ประชาชนกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13.7 ล้านคน ได้มีการใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นต้นมา จำนวน 72,944 ล้านบาท 

กลุ่ม 2 ประชาชนกลุ่มที่อยู่ในระบบฐานข้อมูลของแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ในโครงการเราเที่ยวด้วยกันและคนละครึ่ง และกลุ่มประชาชนทั่วไปที่ลงทะเบียนทางเว็บไซต์ www.เราชนะ.com ที่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติเบื้องต้นและยืนยันการใช้สิทธิ์ร่วมโครงการฯแล้ว จำนวน 16.8 ล้านคน และมีการใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์สะสมตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นต้นมา จำนวน 111,984 ล้านบาท

กลุ่ม 3 ประชาชนกลุ่มผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษที่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติแล้ว จำนวน 2.3 ล้านคน มียอดใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์สะสมตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม 2564 เป็นต้นมา จำนวน 13,744 ล้านบาท 

ทำให้มีผู้ได้รับสิทธิ์ในโครงการฯ แล้ว รวมทั้งสิ้นจำนวน 32.8 ล้านคน คิดเป็นมูลค่าการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยแล้วกว่า 198,672 ล้านบาท ซึ่งเป็นการใช้จ่ายผ่านผู้ประกอบการร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นที่มีแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ร้านค้าคนละครึ่งที่ตกลงยินยอมเข้าร่วมโครงการ รวมถึงผู้ประกอบการร้านค้าและผู้ให้บริการที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้นมากกว่า 1.3 ล้านกิจการ

และข่าวดีล่าสุดที่นายกฯบอกกล่าวคือ การจัดหาวัคซีนมีความก้าวหน้า คือรัฐบาลได้จัดหาวัคซีนเพิ่ม ทั้งวัคซีนสปุตนิค.วีของรัสเซีย, วัคซีนของไฟเซอร์ จากสหรัฐอเมริกา และอีกหลายบริษัทที่อยู่ระหว่างการติดต่อถือเป็นความร่วมมือและความสัมพันธ์อันดีจากทุกประเทศ  หมายความว่า ไทยเราจะมีทั้งที่สามารถผลิตเอง และวัคซีนที่ผลิตโดยมหาอำนาจ เป็นทางเลือกให้คนไทยอุ่นใจได้ และคนไทยต้องไม่ประมาทไม่การ์ดตก สวมหน้ากาก พกเจลล้างมือ รักษาระยะห่างกันไว้ ปลอดภัยทั่วหน้า