ก้าวไกลเคาะบทลงโทษแล้ว “4 งูเห่า” ผิดวินัยร้ายแรง ไล่บี้แทบหมดอนาคต ฟันธงจุดจบพรรค จากหมัดเด็ด “ตั๋วช้าง” กลายเป็นหมัดน็อค

1284

หลังจากที่นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 เปิดเผยกรณี ที่ส.ส.ลงมติในญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีรายบุคคลไม่เป็นไปตามมติพรรค และแต่ละพรรคมีการตั้งกรรมการสอบสวนว่า ประเด็นนี้ไม่ควรมองในมิติเสถียรภาพของรัฐบาล

ความเป็นเอกภาพของฝ่ายค้าน หรือมารยาททางการเมืองเพียงอย่างเดียว จำเป็นต้องมองในมุมของหลักการ และเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญต่อการทำหน้าที่ของ ส.ส.ด้วย พร้อมเตือนไปยังพรรคก้าวไกลด้วยว่า หากจะลงโทษส.ส.ที่แหกมติพรรค เกรงว่าจะทำให้มีโทษตามมา ถึงขั้นยุบพรรคได้

โดยเรื่องราวที่เป็นประเด็น เกิดขึ้นหลังจากที่ ส.ส.พรรคก้าวไกล จำนวน 4 คน ลงมติไว้วางใจให้กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ซึ่งเป็นการสวนมติวิปฝ่ายค้าน ทำให้ทางด้านของนายอนุทิน ได้รับคะแนนไว้วางใจสูงสุด 275 ต่อ 201 ทำให้มีข่าวเล็ดลอดออกมาว่า หัวหน้าพรรคอย่างนาพิธา เตรียมจะเช็คบิลงูเห่า ตัดสิทธิ์ส่งเลือกตั้ง และจะไล่บี้ให้หมดอนาคตกันไปข้าง

ต่อมาเมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2564 พรรคก้าวไกล ได้มีการประชุมคณะกรรมการวินัยและจรรณยาบรรณสมาชิกพรรคก้าวไกล โดยนายณัฐวุฒิ บัวประทุม รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เปิดเผยว่า การประชุมในครั้งนี้เป็นวาระปกติ แต่ดังที่ทราบกันดีว่า ในการลงมติตามญัตติอภิปรายไม่ไว้วางในรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล มีสมาชิก 4 ท่าน ได้แก่ นายคารม พลพรกลาง , นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ , นายพีระเดช คำสมุทร และนายขวัญเลิศ พานิชมาท ได้ลงมติไว้วางใจ นายอนุทิน ชาญวีระกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นหนึ่งในรัฐมนตรีที่พรรคก้าวไกล เป็นผู้อภิปราย และเห็นสอดคล้องกันว่า นายอนุทิน เป็นผู้บริหารจัดการวัคซีนผิดพลาด เอาประชาชนไปกระจุกเสี่ยงจากวัคซีนแหล่งเดียว ไม่สนใจคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความรู้ความสามารถ ขาดความโปร่งใส ขัดขวางกลไกการตรวจสอบ

ทั้งที่เงินทุกบาทที่ซื้อวัคซีนล้วนเป็นเงินภาษี ที่มาจากหยาดเหงื่อแรงงานของประชาชน และหากมีการฉีดวัคซีนล่าช้าจะส่งผลให้ปัญหาปากท้องลากยาวไม่จบสิ้น ประชาชนทุกข์ยากแสนสาหัส คนตกงาน สูญเสียอาชีพ รายได้ฝืดเคือง และทำมาหากินด้วยความยากลำบาก จึงทำให้ไม่อาจไว้วางใจได้ ซึ่งการลงมติไว้วางใจดังกล่าวยังขัดกับความรู้สึกของประชาชน สมาชิก และผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกลจำนวนมาก จึงทำให้ต้องนำเอาพฤติการณ์ของสมาชิกทั้ง 4 คน เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการวินัย ในครั้งนี้ด้วย

สำหรับผลการประชุม คณะกรรมการวินัยทั้ง 5 คน มีความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า ภายหลังการลงมติดังกล่าว สมาชิกทั้ง 4 มีการให้ข้อมูลต่อสาธารณะและสื่อมวลชนเพิ่มเติมในหลายครั้งหลายวาระ ซึ่งจากการตรวจสอบรายละเอียดพบว่า มีข้อความหลายประการที่ส่งผลเสียหาย โดยเฉพาะต่ออุดมการณ์และแนวทางทำงานของพรรค นอกจากนี้ ยังพบว่า สมาชิกทั้ง 4 ได้ขาดการร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของพรรค รวมถึงขาดการเข้าร่วมประชุมพรรคอย่างต่อเนื่องและยาวนานพอสมควร ซึ่งทางพรรคมีข้อมูลหลักฐานที่บันทึกไว้อย่างชัดเจน โดยพฤติกรรมเหล่านี้เข้าข่ายผิดวินัยร้ายแรงตามข้อบังคับพรรค ข้อ 119 กล่าวคือ

หากเป็นการทำผิดวินัยทั่วไป คณะกรรมการวินัยฯ มีสิทธิลงโทษได้ 4 อย่าง ได้แก่ การตักเตือน การภาคทัณฑ์ การตัดสิทธิที่พึงมีในฐานะสมาชิกพรรคการเมือง และการให้พ้นสมาชิกภาพจากพรรคการเมือง ส่วนกรณีกระทำผิดวินัยร้ายแรง คณะกรรมการวินัยฯมีสิทธิลงโทษได้ 2 อย่างคือ การตัดสิทธิที่พึงมีในฐานะสมาชิกพรรคการเมือง และการให้พ้นสมาชิกภาพจากพรรคการเมือง

“สมาชิกทั้ง 4 คน คณะกรรมการวินัย เห็นตรงกันว่า ให้ตัดสิทธิที่พึงมีในฐานะสมาชิกพรรคการเมือง ส่วนสาเหตุที่ไม่ตัดสินให้พ้นจากสมาชิกภาพพรรคการเมืองนั้น เหตุผลเป็นไปตามที่หัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคให้เหตุผลก่อนหน้านี้ คือเพื่อไม่ให้มีผลต่อสัดส่วนการทำงานต่าง ๆ ในการขับเคลื่อนทางการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรและเพื่อไม่ให้เป็นการเตะหมูเข้าปากหมาสมประโยชน์นักการเมืองและพรรคการเมืองที่กำลังทำการเมืองแบบเก่าและรอคอยอยู่”

นอกจากนี้พรรคก้าวไกล ไม่อนุญาตให้สมาชิกทั้ง 4 เข้าร่วมกิจกรรม และไม่อนุญาตให้ใช้ชื่อพรรคในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ทางการเมือง รวมถึงส่วนที่เป็นโควต้าเวลาของพรรคการเมือง เช่น การปรึกษาหารือ การตั้งกระทู้ถามสด การนั่งเป็นกรรมาธิการคณะต่าง ๆ หรือการอภิปรายในสัดส่วนโควต้าของพรรค พรรคขอตัดสิทธิในสัดส่วนเหล่านี้ สำหรับสมาชิกทั้ง 4 และในฐานะรองหัวหน้าพรรค ขอเรียนว่าเพื่อให้การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของพรรคดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง พรรคจึงขอสงวนสิทธิในการส่ง ส.ส. หรือสมาชิกพรรคลงทำงานในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด เชียงราย และชลบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ของสมาชิกทั้ง 4 คนทันที

ขณะที่ล่าสุดทางด้านรศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์แสดงความคิดเห็นผ่าน เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุ ว่า….ตั้งแต่ยังเป็นพรรคอนาคตใหม่ มาเป็นคณะก้าวหน้า และพรรคก้าวไกล แกนนำมุ่งโจมตีกองทัพบก โจมตีทหาร ไม่ค่อยได้ยินการวิพากษ์วิจารณ์ตำรวจสักเท่าใด ทั้งที่ตำรวจมีจุดอ่อนให้โจมตีมากมาย จนกระทั่งเริ่มมีการจัดม็อบ ตำรวจจึงถูกโจมตีว่าเป็น “หมารับใช้” ไม่มีการโจมตีในประเด็นอื่น

เมื่อนายรังสิมันต์ โรม อภิปรายนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี โดยพุ่งเป้าไปที่ตำรวจ ทำให้รู้สึกแปลกใจไม่น้อย แต่พอได้ฟังรายละเอียด จนถึงรายชื่อ และคำว่า “ตั๋วช้าง” ก็ถึงบางอ้อว่า คุณรังสิมันต์ โรม โจมตีตำรวจเพราะต้องการให้กระทบถึงใคร

คณะก้าวหน้า และพรรคก้าวไกล น่าจะได้อานิสงส์จากความขัดแย้งภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงได้ข้อมูลที่ไม่รู้ว่าเป็นความจริงมากน้อยแค่ไหนมา ซึ่งพรรคก้าวไกลและคณะก้าวหน้า ไม่ยอมพลาดโอกาสแบบนี้อยู่แล้ว

วันนี้ม็อบ 3 นิ้ว ตอบสนองพรรคก้าวไกลด้วยการนำเรื่อง “ตั๋วช้าง”มาขยายผลต่อ หวังที่จะดึงตำรวจที่ผิดหวัง ไม่ได้ตำแหน่ง มาร่วมชุมนุมใน“ม็อบตำรวจล้มช้าง” ทั้งที่เคยเอาอาหารสุนัขไปโยนใส่เขา วันนี้จะชักชวนเขามาล้มช้าง

น่าเศร้าเมื่อได้ฟังผู้ที่มาร่วมในม็อบบางคน ซึ่งค่อนข้างมีอายุแล้ว ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว ซึ่งมี 2 คนมาด้วยกัน ผู้ร่วมชุมนุมทั้งสองเข้าใจเพียงว่า ม็อบนี้มาประท้วงการซื้อขายตำแหน่งตำรวจเท่านั้น ไม่ได้รู้เลยว่า พวกเขาต้องการให้กระทบถึงใคร อย่างไรก็ดี เชื่อว่า อีกไม่นาน ความจริงในเรื่องนี้จะปรากฏ

เมื่อถึงวันนั้น คณะก้าวหน้า พรรคก้าวไกล และม็อบ 3 นิ้ว จะรู้ว่า หมัดเด็ดที่กะว่าจะเป็นหมัดน็อคจะพลาดเป้า เพราะเรื่องนี้จะไม่กระทบกับผู้ที่พวกเขาต้องการให้กระทบถึงเลยแม้แต่น้อย ก็อยากจะขอเตือนพรรคก้าวไกล ให้ระวังอย่าให้หมัดน็อคพลาดเป้า แต่โดนหมัดสวนจนถูกน็อคเสียเองก็แล้วกัน