ศบค.อัพเดทยอดผู้ติดเชื้อวันนี้ เพิ่ม 194 ราย กระจายลุกลาม 51 จังหวัด “นครปฐม-ชลบุรี” ป่วน! ประกาศควบคุมพื้นที่สูงสุด

3008

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงภาพรวมสถานการณ์ประเทศไทย ประจำวันที่ 31 ธ.ค. 2563

โดยระบุว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 194 ราย แบ่งเป็นติดเชื้อภายในประเทศ 172 ราย แรงงานต่างด้าวจากการคัดกรองเชิงรุก 9 ราย และสถานที่กักกันที่รัฐจัดให้ 13 ราย ผู้ป่วยยืนยันสะสม 6,884 ราย หายป่วยแล้ว 4,240 ราย เสียชีวิตสะสม 61 ราย


ขณะนี้มีจังหวัดติดเชื้อแล้ว 51 จังหวัด ที่เพิ่มมาคือ จ.หนองคาย จ.มหาสารคาม และจ.กาญจนบุรี โดยกทม.ติดเชื้อเพิ่ม 18 ราย จ.นนทบุรี ติดเพิ่ม 5 ราย ส่วนติดเชื้อในประเทศและรอยืนยันการสอบสวนโรค จ.สมุทรสาคร ติดเชื้อเพิ่ม 20 ราย จ.ชลบุรี ติดเชื้อเพิ่ม 16 ราย และจ.ระยอง ติดเชื้อเพิ่ม 77 ราย

ทั้งนี้สถานการณ์แต่ละจังหวัด ที่กำลังมีแนวโน้มติดเชื้อต่อเนื่อง อย่างจังหวัดนครปฐม ก็ได้ประกาศให้อำเภอ “กำแพงแสน-บางเลน-นครชัยศรี” เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด ป้องกันโควิด-19 พร้อมขอความร่วมมืองดหรือหลีกเลี่ยงเดินทางข้ามจังหวัดช่วงปีใหม่ แยกเป็น

1. พื้นที่ควบคุมสูงสุด ในพื้นที่อำเภอกำแพงแสน อำเภอบางเลน อำเภอนครชัยศรี

2. พื้นที่ควบคุม ในพื้นที่อำเภอกำแพงแสน อำเภอบางเลน อำเภอนครชัยศรี อำเภอสามพราน อำเภอดอนตูม อำเภอเมืองนครปฐม

3. พื้นที่เฝ้าระวังสูง ในพื้นที่อำเภอกำแพงแสน อำเภอบางเลน อำเภอนครชัยศรี อำเภอสามพราน อำเภอดอนตูม อำเภอเมืองนครปฐม อำเภอพุทธมณฑล ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง

ขณะที่จังหวัดชลบุรี ผู้ว่าฯ ได้สั่งระดมทีมแพทย์ 5 อำเภอ ปูพรมค้นหาผู้ป่วยโควิดในท้องที่บางละมุง โดยพบว่าที่ผู้ติดเชื้อยังปกปิดข้อมูล เบื้องต้นได้ประกาศพื้นที่เสี่ยงแล้ว 37 แห่ง

ในพื้นที่สมุทรปราการ ตลาดบางพลี ประกาศปิด 1 เดือน และจะแจ้งกำหนดการให้ทราบภายหลัง โดยพบว่ามีคนในตลาดติดเชื้อโควิด-19 จึงขอให้ผู้ที่เคยเดินทางมาซื้อของ ทำการกักตัวเองเป็นเวลา 14 วัน เพื่อรับผิดชอบต่อสังคมด้วย

อย่างไรก็ตาม หมอธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์เฟซบุ๊ก เล่าถึงสถานการณ์โควิดในบ้านเรา ตอนนี้ด้วยว่า

สำหรับเมืองไทยเรา คงต้องยอมรับว่า “เอาไม่อยู่” การระบาดกระจายไปทั่ว

ที่น่าหนักใจคือ การติดเชื้อนั้นไม่ได้จำกัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่มีมากมายหลายกลุ่ม และขยายออกไปนอกวงจนทำให้ทุกคนที่อาศัยอยู่ในสังคมมีโอกาสที่ติดเชื้ออยู่แล้วโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากการติดเชื้อนั้นกระจายครอบคลุมแทบทุกมิติของการดำเนินชีวิตประจำวัน สังเกตได้จากลักษณะประชากรที่ติดเชื้อ มีทั้งชายและหญิง ตั้งแต่เด็กเล็กจิ๋วไปจนถึงคนสูงอายุ หลายหลายอาชีพ มีทุกสถานที่ตั้งแต่บ่อน ปาร์ตี้ส่วนตัว ตลาด สถานบันเทิงหลากหลายประเภท ฯลฯ มาถึงจุดนี้ ก็ต้องทำ 2-3 เรื่องเพื่อวางรากฐานสำหรับอนาคต

1. การบริหารจัดการต่อสู้กับโรคระบาดตั้งแต่บัดนี้ไปจนเสร็จสิ้นศึกสงครามโรคระบาด จำเป็นจะต้องบริหารแบบรวมศูนย์เพื่อติดตามกำกับสถานการณ์ วิเคราะห์ วางแผน สั่งการ ให้ทุกองคาพายพ ทั้งประเทศดำเนินการได้อย่างทันที มีทิศทางเดียวกัน ไม่ควรกระจายอำนาจตัดสินใจกลับไปยังกระทรวงแบบแยกส่วน ดังที่เห็นมาหลังจากเสร็จระลอกแรก ตราบใดที่สงครามนี้ยังไม่จบ แค่ทุเลาตามระลอก ก็ไม่สามารถผ่อนแรงได้

ขอให้เรียนรู้บทเรียนครั้งนี้ เจ็บแล้วต้องจำ เพราะกระจายอำนาจกลับไปก็เห็นชัดเจนว่า เกิดความประมาท และไม่มีการถ่วงดุลอำนาจตัดสินใจเชิงนโยบาย หาเส้นแบ่งระหว่างงานสุขภาพและงานพาณิชย์ไม่ได้

2. ระบบการตรวจคัดกรองโรคโควิด-19 จำเป็นต้องได้รับการลงทุนเพิ่มให้มีศักยภาพการให้บริการประชาชนในระยะยาว เพราะโรคนี้จะอยู่กับเราไปอีกนาน และระลอกถัด ๆ ไปจะมาอย่างแน่นอน ระบบนี้จำเป็นต้องสามารถตรวจได้จำนวนมากในแต่ละวัน อย่างน้อยประชาชนต้องสามารถตรวจได้ฟรี 2 ครั้งต่อคนต่อปี ควรทำได้เฉลี่ยราว 400,000 ตัวอย่างต่อวัน แต่ในปัจจุบันตรวจได้จำกัด เต็มที่ที่สุดประมาณ 15,000-20,000 ตัวอย่างต่อวัน

3. ลด ละ เลิก การสรรหานโยบายที่จะนำความเสี่ยงต่อการระบาดซ้ำเข้ามาสู่ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการโกยนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา หรือการลดวันกักตัวหรือไม่กักตัวผู้ที่เดินทางจากต่างประเทศ

ตราบใดที่การระบาดทั่วโลกยังรุนแรง ก็ยังไม่ใช่เวลาที่จะเหยียบคันเร่งเรื่องเศรษฐกิจ ต้องประคับประคองตัวให้รอด ครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นชัดเจนแล้วว่า ถ้าระบาดซ้ำ ไม่มีทางเอาอยู่ ประเทศที่ร่ำรวยกว่าไทยและมีทรัพยากรในระบบสุขภาพเยอะกว่าเรา ก็ล้มระเนระนาดมาแล้ว

ตามหลักการแล้ว หน่วยงานและบุคลากรด้านสุขภาพ ต้องทำหน้าที่หลักในเรื่องป้องกัน ปกป้องสวัสดิภาพและความปลอดภัยให้แก่ประชาชน ไม่ใช่มีภารกิจหาเงินครับ และต้องทำหน้าที่ทักท้วงหากเห็นนโยบายหรือมาตรการที่จะก่อให้เกิดความเสี่ยง คุกคามสุขภาพของประชาชน

วันนี้เป็นวันส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่…

สิ่งที่ประชาชนทุกคนต้องทราบคือ ตอนนี้วิกฤตมากครับ และเราอาจต้องสู้ระลอกสองนี้อย่างยาวนานกว่าเดิม แต่เราสามารถช่วยบรรเทาการระบาดนี้ได้ด้วยตัวเราเองทุกคน
“ขอให้วันนี้อยู่กับบ้านนะครับ ไม่ควรไปฉลองข้างนอกไม่ว่าจะเป็นการกินอาหาร สังสรรค์เพื่อนฝูง ชมพลุหรือแสงสีเสียงใด ๆ” เพราะหากออกไป จะมีโอกาสติดเชื้อหรือแพร่เชื้อให้แก่ผู้อื่นได้โดยไม่รู้ตัว และจะทำให้การระบาดทวีความรุนแรงขึ้นมาก โดยจะเห็นใน 1-2 สัปดาห์ถัดจากนี้ไป

ถึงเวลาที่จำเป็นจะต้อง “อยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ” อีกครั้ง
ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก โปรดดลบันดาลให้เราปลอดภัย สามารถสู้ศึกนี้ได้ด้วยแรงกายแรงใจแรงปัญญาอย่างไม่ท้อถอย และได้โปรดคุ้มครองท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาครให้หายป่วยโดยเร็วครับ ด้วยรักต่อทุกคน