สหรัฐยังวิกฤตแม้มีวัคซีน?!?โควิดระบาดหนักป่วยวันละกว่า 2 แสน ฝ่ายสนับสนุน ทรัมป์ ก่อหวอดประท้วงต้านล็อกดาวน์

464

สหรัฐอเมริกาต้นแบบประชาธิปไตย ทุนนิยมเสรีที่คนจำนวนมากชื่นชมยกย่อง ว่าสมบูรณ์แบบน่าเอาเยี่ยงอย่าง วันนี้เปิดโฉมหน้าความล้มเหลวในการบริหารจัดการรับมือ ไวรัสมรณะโควิด-19 เป็นประเทศสูญเสียอันดับ 1ในโลกทั้งป่วยและเสียชีวิตมาจนปัจจุบันนี้  วันนี้มีความหวังเมื่อมีวัคซีนต้านโควิด-19 ถึงสองตัว ของไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค และโมเดอร์นา แต่ปัญหายังไม่จบ ท่ามกลางการระบาดรุนแรงทั่วประเทศ ยังมีคนอเมริกันไม่น้อยที่ไม่เชื่อในวัคซีน ไม่สนใจอันตรายจากเชื้อโรคมากไปกว่าสิทธิเสรีภาพของตน เค้าลางความขัดแย้งทางความคิดของคนอเมริกันไม่อาจจบลงเพียงการเลือกตั้งประธานาธิบดีเสร็จสิ้น และมีผลได้ผู้นำคนใหม่คือ โจ ไบเดน สัญญาณความไม่สงบเริ่มคุกรุ่นให้เห็นเพียงวันเดียวกัน ที่ด้านหนึ่งของผู้ชนะคือไบเดนมีความหวัง อีกด้านหนึ่งของผู้แพ้คือทรัมป์และสาวกมีแต่ความคั่งแค้นขุ่นเคือง

ด้านสว่างแห่งความหวังของอเมริกาเมื่อมีวัคซีน

ว่าที่ประธานาธิบดีคนที่ 46 ของสหรัฐ โจ ไบเดน ได้ฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 เข็มแรก ซึ่งเป็นของบริษัทไฟเซอร์ในวันจันทร์ที่ 21 ธ.ค.ที่ผ่านมา และถ่ายทอดสดเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่สาธารณชนชาวอเมริกัน ในความปลอดภัยของวัคซีนไบเดนเข้ารับการฉีดวัคซีนที่โรงพยาบาลคริสเตียนาแคร์ใน นิวอาร์ค เดลาแวร์ บ้านเกิดของเขา

ไบเดนร่วมรณรงค์การฉีดวัคซีนต่อสาธารณะ เพื่อแสดงประสบการณ์สร้างความมั่นใจแก่ประชาชน ก่อนหน้านี้ รองประธานาธิบดี ไมค์ เพนซ์ และภรรยา คาเรน เพนซ์ ต่อจากนั้นเป็น ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ดร.เจอร์โรม แอดัมส์ ทั้งสองถ่ายทอดสดการฉีดวัคซีนผ่านโทรทัศน์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา สสำหคับ ดร.จิลล์ ไบเดน ได้รับวัคซีนในการฉีดชุดแรกเมื่อวันจันทร์ที่ 2 ธ.ค.ที่ผ่านมาแล้ว นอกจากนี้ยังมีผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภา นายมิทช์ แมคคอนเนลล์ และแนนซีเปโลซี ได้ฉีดวัคซีนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วและเผยแพร่ภาพการฉีดวัคซีนต่อสาธาณะ

ล่าสุดองค์กรอาหารและยาสหรัฐ (FDA) ได้อนุมัติใช้วัคซีนต้านโควิด-19 จากบริษัท ไฟเซอร์ฯ ที่ร่วมกับ บริษัทไบโอเอ็นเทค จากเยอรมนีและบริษัทโมเดอร์นา เรียบร้อยแล้วเพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉินและเตรียมการรณรงค์ฉีดวัคซีนครั้งใหญ่ในระดับชาติ ไฟเซอร์จัดส่งวัคซีน 29.5 ล้านโดส พุ่งเป้าฉีดให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขก่อน ขณะโมเดอร์นาจัดส่ง 50 ล้านโดสเมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 ธ.ค.และจะเริ่มฉีดในสัปดาห์นี้

คนที่ไม่ร่วมรณรงค์ฉีดวัคซีนอวดสาธารณะคือปธน.ทรัมป์ มีการทวิตแสดงความยินดีกับความสำเร็จของโครงการ “ปฏิบัติการวาร์ป สปีด” และชื่นชมเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอย่างแข็งขันทำให้โครงการประสบความสำเร็จ แต่คนอเมริกันยังคาดหวังให้ประธานาธิบดีร่วมฉีดวัคซีนเพื่อสร้างความเชื่อใจในหมู่ประชาชน 

ด้านมืด-ทรัมป์จะการขัดขวางไบเดนด้วยกฎอัยการศึก เรื่องจริงหรือแค่ข่าวลือ?

สื่ออังกฤษรวมทั้งสหรัฐ เช่นนิวยอร์กไทมส์, ซีเอ็นเอ็น และวอลล์สตรีทเจอร์นัล ต่างรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เก็บตัวเงียบเชียบผิดวิสัยนับตั้งแต่โจ ไบเดน คู่แข่งจากพรรคเดโมแครต ได้รับการประกาศจากสื่อใหญ่ๆ ทุกสำนักว่าชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ได้นัดหมายเหล่าที่ปรึกษาไปหารือกันในห้องทำงานรูปไข่ของทำเนียบขาวเมื่อวันศุกร์ที่ 18 ธ.ค.ที่ผ่านมา เกี่ยวกับวิธีการใหม่ๆ ในการขัดขวางการเข้ารับตำแหน่งปธน.ของโจ ไบเดน

รายงานหลายชิ้นระบุว่า ในการประชุมดังกล่าวมีการนำเสนอไอเดียในการดึงกองทัพมาช่วยแต่ถูกคัดค้านจนต้องตัดทิ้งไป ข่าวยังบอกว่า ทรัมป์คิดจะสั่งยึดอุปกรณ์การลงคะแนนไปตรวจสอบ และแต่งตั้งซิดนีย์ พาวเวลล์ นักกฎหมายหญิงในทีมรณรงค์หาเสียงของเขาซึ่งเที่ยวผลักดันทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดแปลกประหลาด ให้เป็นที่ปรึกษากฎหมายพิเศษ เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบข้อกล่าวหาโกงเลือกตั้งที่ทรัมป์กล่าวอ้างโดยไม่เคยแสดงหลักฐานยืนยัน

หนึ่งในผู้เข้าร่วมหารือ คือ ไมเคิล ฟลินน์ อดีตที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติคนแรกของทรัมป์ ที่เคยยอมรับว่าให้การเท็จต่อสำนักงานสอบสวนกลาง (เอฟบีไอ) และเพิ่งได้รับการอภัยโทษจากทรัมป์เมื่อเดือนที่แล้ว ก่อนหน้านั้น 1 วัน คือในวันพฤหัสบดีที่ 17ธ.ค. ฟลินน์ให้สัมภาษณ์ผ่านสถานีทีวีนิวส์แม็กซ์ ของพวกอนุรักษนิยมสุดขั้วว่า ทรัมป์สามารถส่งทหารไปยังพวกรัฐสมรภูมิซึ่งคะแนนเสียงระหว่างเขากับไบเดนคู่คี่กัน แล้วจัดการเลือกตั้งกันใหม่

ทางด้านทรัมป์ได้ปฏิเสธรายงานข่าวเรื่องการประชุมในห้องทำงานรูปไข่ด้วยการทวีตสั้นๆ หลังเที่ยงคืนวันเสาร์ที่ 19ธ.ค. ว่า “กฎอัยการศึกเท่ากับข่าวปลอม ก็แค่รายงานข่าวแย่ๆ อีกข่าวเท่านั้น!” สำหรับกรณีการประกาศใช้กฎอัยการศึกนั้น ทรัมป์จะต้องได้รับอนุมัติจากรัฐสภาก่อน ทว่า เพียงแค่รายงานข่าวชิ้นนี้ก็ทำให้นักการเมืองหลายคนในวอชิงตันตะลึงไปตามๆ กัน และบางคนส่ายหน้าด้วยความอิดหนาระอาใจ

ด้านเอลิซาเบธ นิวแมนน์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีความมั่นคงแห่งมาตุภูมิในคณะบริหารของทรัมป์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ “รีไลเอเบิล ซอร์ส” ของซีเอ็นเอ็นว่า การเอ่ยอ้างกฎอัยการศึกอาจปลุกเร้าให้กองเชียร์ทรัมป์ เช่น กลุ่มคนขาวเป็นใหญ่ ติดอยู่กับความเชื่อว่า มีการโกงการเลือกตั้งและมองว่า เป็นสัญญาณให้ออกไปก่อความรุนแรง ซึ่งจะทำให้ต้องใช้กฎอัยการศึกจริงๆ

กลุ่มขวาจัดผู้สนับสนุนทรัมป์ก่อหวอดประท้วงต่อต้านล็อกดาวน์ที่ออริกอน

กลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านการล็อกดาวน์พร้อมอาวุธปืนไรเฟิลเออาร์  พยายามโหมเข้าไปโจมตีที่ทำการของรัฐออริกอน เมื่อวันจันทร์ 21 ธ.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่นักกฎหมายกำลังเตรียมการเสนอมาตรการรับมือโควิด-19 ระบาดใหม่ ส่อเค้าความขัดแย้งประเด็นใหม่เริ่มปะทุ

การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นโดยกลุ่มประท้วงต่อต้านการล็อกดาวน์ รวมตัวเข้ามาต่อต้านการเสนอกฎหมายพิเศษ  “กลุ่มผู้สวดวิงวอนที่กล้าหาญ”นำโดยโจอี กิ๊ปสัน ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มขวาจัดสนับสนุนปธน.ทรัมป์  ได้รวมตัวกันมาคัดค้านต่อต้านการออกกฎหมายเพื่อล็อกดาวน์เมืองครั้งใหม่ และแสดงความไม่พอใจผลการเลือกตั้ง ที่พวกเขาเชื่อว่ามีการโกงครั้งมโหฬาร ผุ้ชุมนุมมีประมาณกว่า 300 คนพยายามบุกเข้าไปในสำนักงานตำรวจ ตำรวจใช้สเปรย์พริกไทยเพื่อขับไล่พวกเขาออกจากสำนักงาน ต่อมาผู้ประท้วงสองรายถูกจับ ส่วนที่เหลือยังคงแข็งขืนและตะโกนด่าว่าตำรวจ ว่า “ครอบครัวของเราต่อสู้และสละเลือดเพื่ออิสรภาพของเรา” “พวกแกไม่ใช่คนอเมริกัน พวกแก่ทำงานให้กับพวกเลว”  พวกเขาส่วนหนึ่งเผาธงเครื่องหมาย Blue Lives Matter Flag ที่หมายถึงเดโมแครตของแบล็คไลฟ์แมทเทอร์ ส่วนกลุ่ม “แอนตี้ฟา” (Antifa) ไลฟ์สดปลุกระดมคนให้ออกมาร่วมการประท้วง