ส่อง “โรงแรม 1G1” ต้นทางโควิดระบาดท่าขี้เหล็ก ลามยาวเชียงใหม่-เชียงราย

1614

จากสถานการณ์โควิด-19 ระบาดหนักในท่าขี้เหล็ก เมียนมาร์ ส่งผลลุกลามยาวมาถึงเชียงใหม่ – เชียงราย รวมไปถึงชายแดนช่องทางธรรมชาติในฝั่งอำเภอแม่สอด และแม่สาย ที่ได้มีสาวไทยจำนวนมาก ลักลอบเดินทางและจ่ายค่าจ้างให้เจ้าหน้าที่ให้เมียนมาร์พาหนี มาส่งยังฝั่งไทย

โดยต่อมาทางกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) รายงานเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. ระบุว่าพบคนไทยที่ลักลอบเข้าเมืองจากเมียนมาร์ ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เพิ่มอีก 6 ราย ทั้งหมดเป็นพนักงานสถานบันเทิงใน จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา หลังจากกลับไทยแล้วได้เดินทางไปหลายจังหวัด เช่น เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา พิจิตร ราชบุรี และกรุงเทพฯ แต่ สธ.ยืนยันว่าทั้งหมดเป็น “ผู้ป่วยนำเข้า” ยังไม่พบการติดเชื้อภายในประเทศ รวมก่อนหน้านี้ที่เดินทางกลับเชียงใหม่ และลักลอบเข้าเมือง ทำให้มีผู้ป่วยโควิด-19 ที่มาจากต้นทางท่าขี้เหล็ก ยืนยันพบจำนวน 10 ราย

และ 1 ใน 10 รายที่ติดเชื้อ ได้เปิดเผยไทม์ไลน์ชัดเจนว่า ทำงานที่สถานบันเทิงแห่งเดียวกันกับหญิงวัย 29 ปีชาวเชียงใหม่ ที่ป่วยก่อนหน้า ซึ่งสถานที่น่าสนใจแห่งหนึ่งก็คือ “โรงแรม1G1” โรงแรมแห่งนี้ ทราบว่าผู้ลงทุนและถือหุ้นใหญ่มีทั้งนักธุรกิจชาวไต้หวัน และผู้ทรงอิทธิพลภายในท่าขี้เหล็ก เป็นโรงแรมที่เน้นความเป็นสถานบันเทิงครบวงจร ที่หรูหราพุ่งเป้าไปที่กลุ่มลูกค้าที่มีฐานะร่ำรวย ที่ต้องการเสพความบันเทิงทุกรูปแบบ และอาจจะรวมถึงเรื่องของยาเสพติดด้วย


ภายในโรงแรมมีทั้งที่พักสุดหรู มีห้องคาราโอเกะ ผับบาร์ ร้านอาหาร พร้อมบริการเด็กสาวนั่งดริงก์ เด็กเอนเตอร์เทรน ส่วนชั้นล่างเป็นการให้บริการทั่วไปแบบผับ-บาร์ แต่ก็ถือว่าเป็นสถานบริการที่มาราคาไม่เบา หากเป็นระดับลูกค้าวีไอพี และต้องการความเป็นส่วนตัวมากขึ้นก็จะมีบริการชั้นบนที่สูงขึ้นไปอีก มีคนคอยคุ้มกันการเข้าออกพื้นที่อย่างแน่นหนา


ลักษณะห้องบันเทิงมีคาราโอเกะแบ่งเป็น 3 ระดับคือระดับต่ำสุดโต๊ะละ 500 บาทต่อชั่วโมง ระดับกลางโต๊ะละ 1,000 บาทต่อชั่วโมง และสูงสุดโต๊ะละ 2,000 บาทต่อชั่วโมง มีบริการเครื่องดื่มและอื่น ๆ รวมทั้งบริการหญิงสาวนั่งดื่มพูดคุยด้วย ซึ่งพบว่าหญิงสาวจากประเทศไทยได้รับความนิยมในหมู่ผู้ไปใช้บริการมากที่สุด

ทั้งนี้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่เข้าใช้บริการมากเป็นอันดับ 1 มาจากประเทศไทย ว่ากันว่ามีทั้งดาราและนักร้องคนดังต่างๆ รองลงมาคือชาวจีน ชาวพม่า และชนกลุ่มน้อยในรัฐฉานที่มีฐานะดี และหญิงสาวที่ข้ามไปทำงานยังท่าขี้เหล็ก ได้เงินค่าจ้างและทิปตกวันละหลายพันบาท ทำให้ไม่แปลกใจว่า แม้สถานการณ์โควิดในท่าขี้เหล็กยังรุนแรง ก็เป็นจุดสนใจให้หญิงไทยจำนวนมาก เลือกที่จะข้ามฝั่งไปทำงาน บางรายเดินทางไปตั้งแต่สถานการณ์โควิดยังไม่วิกฤต และไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ขณะที่ก็มีอีกจำนวนมากที่เดินทางแบบลักลอบช่องทางธรรมชาติ

นอกจากนี้การกลับมาของสาวไทยจำนวนหลายคน ที่ทำให้เกิดการระบาดต่อกันอีกครั้ง สะท้อนให้เห็นว่า วิกฤตไวรัสโควิด-19 ในท่าขี้เหล็กหนักหนา จนทำให้หญิงสาวเอนเตอร์เทน 1G1 มีอันต้องลักลอบข้ามแดนกลับไทยมากขึ้น หลังจากมีผู้นำเชื้อรายแรกเข้าไปติดกับพนักงานสาวแหล่งบันเทิง 1G1 ชาวพม่าอายุ 20 ปีคนหนึ่งและตรวจพบเชื้อเมื่อวันที่ 22 พ.ย.ที่ผ่านมา ก่อนจะระบาดไปทั่วโรงแรมจนมีข่าวว่าพนักงานติดเชื้อไม่น้อยกว่า 17 คน รวมถึงสาวไทยอายุ 29 ปี ที่กลับตรวจพบเชื้อที่เชียงใหม่ 1 ราย และสาว อ.ขุนตาน จ.เชียงราย วัย 23 ปี กับสาวชาวพะเยาวัย 26 ปี

ล่าสุดทางด้านพล.ต.นฤทธิ์ ถาวรวงษ์ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง ได้ร่วมประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการสกัดกั้นไวรัสโควิด-19 ที่ด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา ข้ามลำน้ำสายแห่งที่ 2 อ.แม่สาย จ.เชียงราย พร้อมแจ้งว่าหน่วยฯได้เพิ่มกำลังพลเข้าสกัดกั้นการลักลอบเข้าเมืองผ่านแนวชายแดนอีก 80 นาย

และได้ประสานกับทุกภาคส่วน รวมถึงคณะกรรมการชายแดนไทย-เมียนมา ระดับท้องถิ่นหรือทีบีซี เพื่อใช้มาตรการคุมเข้มตลอด 24 ชั่วโมง ให้คนไทยที่ตกค้างอยู่ใน จ.ท่าขี้เหล็ก สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ทยอยกลับเข้ามาตามช่องทางที่ถูกกฎหมาย เพื่อรับการตรวจหาเชื้อตามมาตรฐานสาธารณสุขด้วย ซึ่งขณะนี้มีรายงานว่าในฝั่ง จ.ท่าขี้เหล็ก พบการติดเชื้อเพิ่มเติมอีก 15 ราย รวมผู้ติดเชื้อก่อนหน้านี้ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มเป็น 64 รายแล้ว

ส่วนทางด้านนายแพทย์ทศเทพ บุญทอง นายแพทย์สาธารณสุข จ.เขียงราย เปิดเผยว่า คณะกรรมการโรคติดต่อ จ.เชียงราย ที่มีประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย เป็นประธานได้มีประกาศให้ผู้ที่ตกค้างอยู่ใน จ.ท่าขี้เหล็ก ได้กลับเข้ามาตามช่องทางปกติ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะอำนวยความสะดวกในการเข้าเมือง ตรวจหาเชื้อ ดูแลสุขภาพให้อย่างดี ซึ่งพบว่าได้ผล เพราะในวันที่ 2 ธ.ค.นี้ ได้มีผู้แสดงตนขอกลับเข้ามาผ่านด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา ข้ามลำน้ำสายแห่งที่ 2 แล้วจำนวน 31 ราย

อย่างไรก็ตามจากการประสานงานผ่านคณะกรรมการชายแดนระดับท้องถิ่น หรือทีบีซีฝ่ายไทย ก็ได้รับแจ้งจากผู้จัดการโรงแรม 1G1 ท่าขี้เหล็ก สถานที่กลุ่มหญิงสาวไปทำงาน-ไปเที่ยว แล้วลักลอบข้ามมายังฝั่งไทยก่อนพบว่าติดเชื้อโควิดทั้งที่ จ.เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา พิจิตร กรุงเทพฯ และราชบุรี ว่ามีคนไทยทำงานอยู่ในโรงแรมจำนวน 180 คน

มีผู้แจ้งความประสงค์จะเดินทางกลับมาอีก 17 คน ทางเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและศูนย์ปฏิบัติการควบคุมโรค (ศปก.) ก็เตรียมพร้อมรับกลุ่มคนดังกล่าวเพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าเมืองต่อไป

“เราจะยังไม่พูดถึงเรื่องการดำเนินคดีตามกฎหมายใดๆ เพราะภารกิจหลักคือการให้กลับเข้ามาเพื่อรับการตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 เพื่อป้องกันการลักลอบเข้ามาตามช่องทางธรรมชาติเหมือนรายก่อนหน้านี้”