นายกฯไม่หวั่นม็อบ!?!หารือสภาธุรกิจสหรัฐ-อาเซียน 89 บริษัท 8 กลุ่มอุตฯหลัก ผลักดันไทยศูนย์กลางลงทุนภูมิภาค

506

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีฯ และสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา–อาเซียน ได้หารือกำหนดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในอนาคต หลังโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย แขกสำคัญวันนี้จากสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรมากันพร้อมหน้า 89 บริษัทใน 8 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก นายกฯเชิญชวนนักธุรกิจสหรัฐมาลงทุนในไทย ร่วมสร้างความเข้มแข็งผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนในภูมิภาค ไทยพร้อมทั้งโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ ไม่กังวลการชุมนุมมั่นใจไม่ส่งผลกระทบการหารือ

วันนี้ (25 พ.ย.2563) พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าร่วมประชุมกับสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา–อาเซียน ที่กระทรวงการต่างประเทศ โดยการประชุมครั้งนี้ เป็นรูปแบบการประชุมกึ่งออนไลน์ ที่มีทั้งประชุมผ่านระบบทางไกลจากสหรัฐอเมริกาและในไทย รวมถึงผู้ที่เดินทางมาเข้าร่วมประชุมด้วยตนเอง โดยมีผู้บริหารและผู้แทนภาคเอกชนเข้าร่วม จำนวน 89 คน จาก 38 บริษัท 8 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ พลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สุขภาพ วิทยาศาสตร์ อาหารและการเกษตร การผลิตและภาษี การบริการทางการเงิน การท่องเที่ยว และการคมนาคม เพื่อหารือแนวทางการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในอนาคต ภายหลังสถานการณ์โควิด-19 ในไทยเริ่มคลี่คลาย รวมทั้งส่งเสริมให้นักธุรกิจสหรัฐมาลงทุนในไทยมากขึ้น และผลักดันให้เป็นศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาคอย่างเต็มที่

นายอเล็กซานเดอร์ ซี เฟลด์แมน ประธานสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา – อาเซียน (US – ASEAN Business Council: USABC) นำคณะนักธุรกิจสหรัฐฯ ในไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี และ VDO Conference กับคณะนักธุรกิจที่อยู่ในสหรัฐฯ ที่ห้องวิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี เริ่มการประชุมด้วยการทักทายนักธุรกิจสหรัฐฯ ในประเทศไทย และ ผู้ที่ร่วมประชุมทางไกลผ่านระบบ Video Conference โดยทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์อันดีมายาวนาน เกือบ 200 ปี และ หวังรักษาให้ความสัมพันธ์นี้มีความยั่งยืนสืบไป ในฐานะเพื่อนเก่า และ มิตรประเทศที่มีความสำคัญกับไทย และอาเซียน 

พร้อมชื่นชมเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย ที่มีบทบาทอย่างแข็งขัน ในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยและสหรัฐฯ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ  และ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค covid-19 คลี่คลาย จะมีการเดินทางไปมาหาสู่ระหว่างสองประเทศมากขึ้น และ ในวันนี้เป็นการพบกัน เพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงความจริงใจที่มีระหว่างกัน จึงขอเชิญชวนนักลงทุน ทั้งที่ได้ลงทุนในไทยแล้ว และอยู่ระหว่างการตัดสินใจ ให้พิจารณาประเทศไทยด้วย

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน กล่าวก่อนหน้านี้(23 พ.ย.)จากการหารือกับนักลงทุนบางส่วนมีการสอบถามหลายเรื่อง ซึ่งไทยยืนยันว่ามีความพร้อมและมีสิ่งดึงดูดความสนใจจากนักลงทุน เนื่องจากไทยมีการปรับเปลี่ยนในหลายด้าน และหากจำเป็นที่จะต้องหาบริษัทที่เป็นพันธมิตรในประเทศไทยก็มีบริษัทที่มีศักยภาพเป็นจำนวนมาก จึงขอให้นักลงทุนสบายใจ แลไว้วางใจ พร้อมย้ำความพร้อมรับมือกับการลงทุนโดยเฉพาะอุตสาหกรรมใหม่ และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรมในไทยไม่ให้พึ่งพิงอุตสาหกรรมกลุ่มใดหนึ่ง

ส่วนที่มีการนัดชุมนุมใหญ่ในช่วงเวลาเดียวกับที่นักลงทุนสหรัฐฯ จะเข้าพบนายกรัฐมนตรีวันพรุ่งนี้นั้น นายสุพัฒนพงษ์ เชื่อว่า นักลงทุนไม่ได้คำนึงถึงในประเด็นนี้ เพราะเชื่อว่านักลงทุนจะพิจารณาจากการบริหารจัดการการชุมนุมของภาครัฐที่สามารถควบคุมและดูแลให้เกิดความสงบเรียบร้อยได้ 

อีกทั้งข้อเสนอของผู้ชุมนุม และการแสดงออกยังไม่มีลักษณะก้าวร้าว หรือสร้างความเสียหายให้กับการลงทุนมากนัก แต่ทั้งนี้ ก็ต้องระมัดระวัง เพราะแม้ผู้ชุมนุมจะมีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย เช่นเดียวกันกับที่รัฐบาลก็ต้องปฏิบัติตามกรอบกฎหมายในการดูแลการชุมนุม เพราะเป็นสิ่งที่นักลงทุนจับตามองในขณะนี้