หอการค้าปลื้ม!!ส่งออกอาหารโต 13% สูงสุดในรอบ 5 ปี หนุน 5 หมื่นโรงงานฝ่าวิกฤตต้นทุน

661

หอการค้าไทยเปิดเผยข้อมูล ส่งออกอาหารไทยปี’64 ทะลุ 1.2 ล้านล้าน โต 13% สูงสุดรอบ 5 ปี ยืนเป้าไทยเป็นครัวโลก คาดปี’65 โตอีก 3-5% ต้องฟันฝ่ามรสุม ต้นทุนพุ่ง ทั้ง “วัตถุดิบ-ค่าคุมโควิด-ค่าระวางเรือ” แถมคู่ค้างัดมาตรการสิ่งแวดล้อมเข้ม หอการค้าฯแนะให้ผู้ผลิตอาหารของไทย 5 หมื่นราย ปรับตัวต่อยอดนวัตกรรมและดึงเทคโนโลยีมาผลิตเพิ่มเสริมแรงงานคน เสนอรัฐบาลอุ้มรายย่อย 80% และเร่งเจรจา FTA กับคู่ค้าโดยเร็ว

อุตสาหกรรมอาหารของไทยมีเป้าหมายสู่การเป็น “ครัวของโลก” เริ่มไต่ระดับสู่ประเทศผู้ส่งออกอาหารอันดับ 14 ปี 2560 ขยับเป็นอันดับ 12 ในปี 2561 ก่อนหล่นมาอันดับ 11 ปี 2563 จากส่วนแบ่งตลาดที่ลดลงท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น จากปัจจัยเสี่ยง และความท้าทายต่าง ๆ ทั้งต้นทุนราคาวัตถุดิบ, แพ็กเกจจิ้ง, ค่าขนส่ง ค่าระวางเรือ, ต้นทุนการป้องกันโควิดในโรงงาน, การจัดหาแรงงานที่ถูกต้อง รวมถึงปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ และขาดแคลนแรงงาน, เงินเฟ้อที่สูงขึ้นถึงอย่างนั้น มูลค่าการส่งออกสินค้าอาหารของไทยก็ยังโตต่อ

วันที่ 20 ม.ค.2565 นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และนายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป เปิดเผยว่า ภาพรวมการส่งออกสินค้าอาหารของไทยในปี 2564 คาดว่าจะส่งออกได้ถึง 1.2 ล้านล้านบาท เติบโต 13% สูงสุดในรอบ 5 ปี เป็นผลจากตลาดโลกยังมีความต้องการสินค้าไทย

ทำให้การส่งออกสินค้าหลายรายการโตอย่างมาก เช่น ทุเรียนที่ขยายตัว 40-50% และอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นสินค้าดาวรุ่งเติบโต 20% ต่อปีต่อเนื่อง จนมีมูลค่า 5 หมื่นล้านบาทแล้ว ทั้งไทยยังมีกลุ่มสินค้าอาหารสำเร็จรูปที่ส่งออกได้อีก 2 แสนล้านบาท

ด้านปัจจัยเสี่ยงที่ยังเป็นอุปสรรคที่ผู้ส่งออกอาหารต้องฝ่าไปให้ได้ในปีนี้ รองประธานหอการค้าฯมองว่า ปี 2565 อุตสาหกรรมนี้จะยังเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้ และยังมองถึงโอกาสในการเป็นครัวของโลก โดยคาดว่าจะเติบโตได้ 3-5% แม้จะชะลอตัวลงจากปีก่อน โดยความท้าทายที่ต้องเผชิญต่อเนื่องในปีนี้ยังเป็นผลจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ที่กระทบการขนส่งสินค้าในท่าเรือในตลาดหลักทั้งสหรัฐ สหภาพยุโรป

ทำให้ตู้คอนเทนเนอร์ไม่สามารถหมุนเวียนกลับมาได้ อาจยาวต่อเนื่องไปถึงหลังตรุษจีน ซึ่งขึ้นกับนโยบายของสายการเดินเรือแต่ละบริษัทว่าจะปล่อยตู้เรือออกมาหรือไม่ หากปล่อยมากอาจส่งผลต่อค่าระวางเรือ รวมกับปัจจัยการคุมเข้มเรื่องโควิดของคู่ค้าอย่างจีนที่ประกาศใช้มาตรการ Zero COVID กำหนดให้ตรวจ PCR 100% และจำกัดด่านการค้าในการนำเข้า ซึ่งอาจส่งผลต่อสินค้าทุเรียนที่กำลังจะออกในอีก 2 เดือนข้างหน้า

ปัญหาต้นทุนการผลิตของเอกชนเป็นปัจจัยที่น่าห่วงมากกว่าการตรวจสอบมาตรฐาน เพราะมาตรฐานนั้นเอกชนไทยปรับตัวได้สูงกว่าระดับสากลอยู่แล้ว ที่ผ่านมาทำได้ 20 ขั้นตอน ปีนี้ทำเพิ่มอีก 5 ขั้นตอน แต่ต้นทุนการผลิตคุมไม่ได้ โดยปีที่ผ่านมาโรงงานต่าง ๆ ต้องเพิ่มมาตรการป้องกันโรงงานจากโควิด ทั้งตรวจ ATK หรือ PCR ก็เป็นต้นทุน ค่าขนส่งทางบกที่ปรับขึ้นตามภาวะราคาน้ำมัน ต้นทุนแพ็กเกจจิ้งปรับขึ้นทั้งหมด

ไม่ว่าจะเป็นเหล็กกระป๋อง กระดาษ และพลาสติก ต้นทุนวัตถุดิบเกษตรที่กระทบจากน้ำแล้ง น้ำท่วม และต้นทุนการจัดหาแรงงานถูกกฎหมาย เมื่อจ่ายไปแล้ว แรงงานก็อยู่กับเราไม่กี่เดือนก็ย้ายงาน นอกจากนี้ ยังมีต้นทุนจากการจัดหาวัตถุดิบนำเข้า ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 25% ของการใช้ในการผลิต”

นายวิศิษฐ์กล่าวว่า ผู้ประกอบการต้องเริ่มปรับเปลี่ยนพื้นฐานการผลิต และมีสินค้าตัวใหม่ ๆ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรม เพิ่มมูลค่าในระบบการผลิต พร้อมทั้งดึงเทคโนโลยีต่าง ๆ มาใช้ โดยจะต้องสนับสนุนให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะเอสเอ็มอีเข้าถึงได้ เพราะรายใหญ่ในปัจจุบันเข้าถึงแล้ว แต่รายเล็กจะทำอย่างไรให้มีการระดมทุนมาปรับเทคโนโลยีการผลิต นำเครื่องจักรมาช่วยคน

นายวิศิษฐ์ย้ำว่า “อุตสาหกรรมอาหารมีผู้ประกอบการ 50,000 ราย ที่จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า คาดว่าเป็นรายใหญ่ 10-15% มีสัดส่วนไม่มาก แต่กำลังการผลิตสูงมาก 80% ขณะที่เอสเอ็มอีกำลังการผลิตรวมแค่ 20-30% แต่มีจำนวนมาก คิดเป็นสัดส่วน 80% ของซัพพลายเชนในอุตสาหกรรม รายใหญ่มีความสามารถในการปรับตัวมากกว่ารายย่อย ภาครัฐควรดูแลรายย่อยในระบบให้ประคองธุรกิจต่อไปได้”

นอกจากนี้ ภาครัฐควรเดินหน้านโยบายสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยมุ่งขยายการทำความตกลงเปิดเขตการค้าเสรี (FTA) โดยตลาดหลักที่ผ่านมา ไทยโดนตัดสิทธิพิเศษทางภาษี (GSP) และไม่มีกรอบ FTA มาช่วย ทำให้เสียเปรียบด้านการแข่งขันอย่าง EU หรือสหรัฐ ผลคือไทยเสียตลาดสินค้าหลายประเภท เช่น เสียตลาดสับปะรดกระป๋อง หลังอียูตัดจีเอสพีให้ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ทำให้ต้องใช้เวลาหลายปีทำตลาดสินค้าใหม่ “น้ำสับปะรด” ไปทดแทน แต่ไม่สามารถดันยอดกลับมาเท่าเดิมได้

ส่วนกรอบความตกลง CPTPP ขณะนี้ดำเนินการแก้ปัญหาอุปสรรคร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชนว่ามีสิ่งใดกังวล และกรณีที่มีผู้ที่ได้รับผลกระทบต้องเยียวยาอย่างไร เช่น การจัดทำกองทุนเอฟทีเอ หรือการปรับเปลี่ยนอาชีพ การปรับมาตรฐานสินค้า อย่างไรก็ตาม ระหว่างนี้ไทยต้องใช้โอกาสในการส่งออกโดยผ่านกรอบความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจในภูมิภาค (RCEP) ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ไปแล้วก่อน