สมยศไม่สำนึก! เพิ่งได้ประกันคดีม.112 รีบประกาศนัดศึกใหญ่ธันวานี้ แต่ไม่วายเปิดบัญชีขอบริจาค!

1024

สมยศไม่สำนึก! เพิ่งได้ประกันคดีม.112 รีบประกาศนัดศึกใหญ่ธันวานี้ แต่ไม่วายเปิดบัญชีขอบริจาค

จากกรณีเมื่อวันที่ 25 พ.ย.64 ที่ ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก หลังจากที่พนักงานอัยการ สำนักงานคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ผู้ต้องหา ม.112 กับพวก กรณีปราศรัยหน้ากรมทหารราบที่ 11 จากนั้นทนายจำเลยได้ยื่นขอปล่อยชั่วคราว โดยศาลได้พิจารณาคำร้องแล้ว อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว นายสมยศ จำเลยที่ 3 โดยมีประกันในวงเงิน 200,000 บาท โดยกำหนดเงื่อนไขห้ามจำเลยทำกิจกรรม ที่จะทำความเสื่อมเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ให้มาศาลตามนัด

พร้อมกับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว น.ส.พิมพ์สิริ ,น.ส.ณัฎฐธิดา หรือแหวน จำเลยที่ 4- 5 โดยมีประกันในวงเงินคนละ 100,000 บาท และห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่ได้รับอนุญาต กับห้ามจำเลยที่ 4-5 ทำกิจกรรมที่จะทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว น.ส.อินทิรา หรือทราย เจริญปุระ จำเลยที่ 6 โดยมีประกันในวงเงิน 35,000 บาท และห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่ได้รับอนุญาต ห้ามจำเลยที่ 6 ทำกิจกรรมที่จะทำความเสื่อมเสีย ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

โดยทางนายสมยศ เปิดเผยว่า ขอขอบคุณศาลที่วันนี้ให้สิทธิพวกเราได้ประกันตัวเพื่อที่จะได้ต่อสู้คดี พิสูจน์เจตนารมณ์ของกลุ่มราษฎรเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของบ้านเมืองและต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ก้าวหน้าและเป็นการประกันว่าพวกเราจะมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

“ผมเองเป็นห่วงหลายคนที่ยังถูกคุมขังอยู่ในขณะนี้ ก็หวังว่าพวกเขาจะได้รับสิทธิในการประกันตัวโดยเร็วที่สุด”

ล่าสุด นายสมยศ ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีการล่ารายชื่อเสนอกฎหมายยกเลิกมาตรา 112 ทะลุหลักแสนแล้ว พร้อมกับบอกว่า มีการเตรียมการที่จะทำศึกใหญ่ โดยระบุข้อความว่า

เตรียมทำศึกใหญ่ ขอปัจจัยสนับสนุน
จำนวนประชาชนเข้าชื่อเสนอกฎหมายยกเลิกมาตรา 112 ทะลุหลักแสนแล้ว คณะราษฎรยกเลิก 112 เตรียมทำศึกใหญ่ เร็วๆนี้ ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนผนึกกำลังสนับสนุนปัจจัยเพื่อการเคลื่อนไหว “ จ๊วดจ๊าดประกาศศึก” เร็วๆนี้ สมทบทุนด้วยการโอนเงินในนามของ สมยศ พฤกษาเกษมสุข ปัญญารัตน์ นันทภูสิตานนท์ ธนาคารกสิกรไทย เลขที่บัญชี 114-1-49XXX-X
ในขณะที่ทางเพจ กองทุนราษฎรประสงค์ ได้โพสต์ข้อความว่า เรียน ราษฎรที่เคารพ หลังจากที่เมื่อวานนี้เราได้ขอแรงทุกท่านเติมกำลังกลับมายังกองทุนประกันตัวประชาชนของพวกเราทุกคนนั้น ปรากฏว่าหลังจากที่เมื่อเช้าวานนี้ยอดเงินลดฮวบลงไปอยู่ที่ราว 781,374.42 บาท ครั้นเช้าวันนี้ ยอดเงินกลับพรวดขึ้นมาอีกเป็นจำนวนถึงเกือบเท่ากันกับจำนวนที่มีอยู่เดิม คือเพิ่มมาอีก 747,569.55 บาท โดยแบ่งเป็นยอดรับวันที่ 30 พ.ย. คือเมื่อวานนี้ 671,077.07 บาท และยอดรับจนถึง ณ เวลา 08.15 น. ของเช้าวันที่ 1 ธ.ค. นี้อีก 76,492.48 บาท ทำให้ตอนนี้ยอดเงินในบัญชีกองทุนราษฎรประสงค์มีอยู่รวมทั้งสิ้น 1,488,343.97 บาท
เงินจำนวนนี้น่าจะเพียงพอสำหรับการประคองสถานการณ์ไปได้อีกระยะ และหวังว่าจะประคองไปได้ถึงราวกลางเดือนธันวาคมนี้ซึ่งจะครบกำหนดที่กองทุนฯจะได้รับเงินประกันคืนจากศาลในหลายคดีที่อัยการยังไม่สั่งฟ้องภายในกำหนดฝากขัง โดยนายประกันในคดีต่างๆเหล่านั้นได้ทยอยทำเรื่องขอรับคืนไว้ตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว เพื่อให้เราสามารถนำเงินกลับมาหมุนสำรองไว้ในบัญชีสำหรับการวางประกันคดีต่อไปพลางๆ จะได้ไม่ต้องรบกวนประชาชนด้วยกันในยามยากนี้มากเกินไป ทั้งนี้ หากว่าเราได้รับเงินเหล่านั้นคืนจากศาลเมื่อใด ก็จะได้นำมาแจ้งต่อทุกท่านทางหน้าเพจกองทุนฯเช่นเคย สำหรับเมื่อวานนี้ในระหว่างที่ระดมเงินอยู่นั้น เราก็มีการเบิกจ่ายออกไปทั้งสิ้น 40,500 บาท จากการชำระค่าปรับพินัย 1 คดี และการวางประกัน 1 คดี รายละเอียดดังนี้
1. ชำระค่าปรับให้แก่ประชาชน วัย 21 และ 18 ปี ที่ถูกตำรวจ สน.ดินแดงจับกุมที่บริเวณสามเหลี่ยมดินแดงเมื่อวันที่ 16 ส.ค. 64 และถูกอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 2 ส่งฟ้องต่อศาลแขวงพระนครเหนือในฐานความผิดฝ่าฝืนเคอร์ฟิว โดยคนแรกถูกฟ้องในฐานพาอาวุธ (มีดพับ) ไปในเมืองด้วย ศาลพิพากษาปรับพินัยคนแรก 3,000 บาท และคนที่สอง 2,500 บาท ดังหลักฐานใบเสร็จในภาพที่ 3 และ 4
2. วางประกัน ภาณุพงศ์ จาดนอก ในคดีชุมนุมเยาวชนปลดแอก เมื่อ 18 ก.ค. 63 โดยศาลอาญาให้วางประกัน 35,000 บาท ดังหลักฐานใบเสร็จในภาพที่ 5 แต่ภาณุพงศ์จะยังคงถูกขังต่อไปเนื่องจากอีกสามคดีที่ยื่นประกันไปที่พร้อมกันที่ศาลอาญาเมื่อวาน ศาลยังคงไม่ให้ประกัน
3. เมื่อวานนี้ทนายความยังมีการยื่นประกัน โตโต้ ปิยรัฐ จงเทพ ที่ถูกอัยการสั่งฟ้องคดี 112 และ พรบ.คอมพิวเตอร์จากการโพสต์ข้อความพาดพิงเรื่องการใช้ภาษีของกษัตริย์ ศาลอาญาให้ประกันในวงเงิน 100,000 บาท แต่ไม่ต้องวางหลักประกันเนื่องจากเห็นว่ามีการวางหลักประกันของปิยรัฐไว้แล้วในหลายคดี และกำหนดเงื่อนไขห้ามกระทำการที่กระทบสถาบันกษัตริย์ กองทุนฯจึงไม่ต้องเบิกเงินในส่วนนี้
4. นอกจากนี้ ยังมีการยื่นขอไต่สวนคำร้องขอประกันตัว รุ้ง ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ที่ศาลอาญาในคดีตามมาตรา 112 จำนวน 2 คดี ผลปรากฏว่าศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวอย่างจำกัดจนถึงวันที่ 12 ม.ค. 65 และกำหนดเงื่อนไข ห้ามทำกิจกรรมที่กระทบกระเทือนสถาบันกษัตริย์, ห้ามเข้าร่วมชุมนุมที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง, ห้ามออกนอกเคหสถานตลอดเวลาเว้นแต่มีเหตุจำเป็นเพื่อการรักษาพยาบาล ไปเรียนไปสอบ ไปติดต่อราชการที่ศาลอื่น หรือมีเหตุอื่นโดยได้รับอนุญาตจากศาล, ห้ามออกนอกประเทศ, ให้ติดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (EM) และให้ตั้ง ผศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา เป็นผู้กำกับดูแล โดยศาลไม่มีการเรียกหลักประกันเป็นเงิน แต่หากผิดสัญญาประกัน ให้ปรับเป็นเงิน 90,000 บาท กองทุนฯจึงไม่ต้องเบิกเงินในส่วนนี้ แต่รุ้งจะยังไม่ได้รับการปล่อยตัวเนื่องจากยังมีคดี 112 อีกสองคดี คือคดีที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ และคดีที่ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งจะได้มีการยื่นประกันในวันนี้ต่อไป
ภายหลังการเบิกจ่ายดังกล่าว ยอดเงินคงเหลือในบัญชีคือ 1,488,343.97บาท ดังที่แจ้งไว้ข้างต้น เราจะพยายามใช้เงินของทุกท่านที่มีอยู่นี้ด้วยความรัดกุมที่สุด ขณะเดียวกันก็หวังเป็นที่สุดว่าเราจะได้ใช้มันออกไปเพื่อสิทธิและอิสรภาพของประชาชน ไม่ให้ใครต้องถูกคุมขังทั้งที่ยังเป็นผู้บริสุทธิ์ตามกฎหมาย แต่ทั้งนี้ก็โดยความหวังเช่นกันว่า ศาลจะได้พิจารณาเรื่องหลักประกันในคดีต่างๆ โดยคำนึงถึงความพอสมควรแก่เหตุ และคำนึงถึงความหมายที่แท้จริงของหลักประกันในการปล่อยตัวชั่วคราว ไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชนมากเกินไป
ขอให้เราทุกคนรักษาความหวังและกำลังใจซึ่งกันและกันไว้เช่นนี้ จนกว่าเราจะผ่านมันไปด้วยกัน จนกว่าจะถึงวันที่สิทธิและอิสรภาพกลับมาเป็นของพวกเราทุกคน ขอแสดงความนับถืออย่างสูง #กองทุนราษฎรประสงค์
ย้อนไปก่อนหน้านี้ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข อดีตบรรณาธิการนิตยสารวอยซ์ ออฟ ทักษิณ จำเลยในคดีมาตรา 112 โดยศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ลดโทษนายสมยศ จาก 10 ปี เหลือ 6 ปี ในความผิด 2 กระทง โดยระบุว่าจำเลยมีอายุและรับโทษมาเป็นเวลาพอสมควรแล้ว ก่อนหน้านี้ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุกนายสมยศเป็นเวลา 10 ปี จากการเผยแพร่บทความสองชิ้น ชิ้นละ 5 ปี โดยข้อมูลจาก iLaw ระบุว่าความผิดทั้งสองกรรมของนายสมยศ สืบเนื่องจากการยินยอมให้ตีพิมพ์บทความทั้งสองชิ้นลงในนิตยสารวอยซ์ออฟทักษิณ
ในปี 2553 ซึ่งเขาเป็นบรรณาธิการ และบทความทั้งสองชิ้นมีเนื้อหาเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.112 ทำให้เขาถูกตำรวจจับกุมในวันที่ 30 เม.ย.2554 และถูกนำไปขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แม้เขาพยายามยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวถึง 16 ครั้ง แต่ถูกศาลปฏิเสธทุกครั้ง โดยระบุว่าเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงและมีพฤติการณ์หลบหนี
คำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ซึ่งตัดสินลงโทษจำคุกนายสมยศ 10 ปี ระบุว่า ผู้อ่านสามารถตีความเนื้อหาของบทความทั้งสองชิ้นได้ว่าหมายถึงพระมหากษัตริย์ แม้จะไม่มีกฎหมายใดระบุให้บรรณาธิการรับผิดชอบต่อบทความที่ตนไม่ได้เขียน แต่บรรณาธิการย่อมมีอำนาจที่จะพิจารณาไม่นำบทความเผยแพร่ได้หากพบว่าเนื้อหาเข้าข่ายผิดกฎหมาย แต่สมยศกลับปล่อยให้มีการเผยแพร่ จึงถือว่าสมยศมีเจตนาที่จะกระทำความผิด