เปิดหลักฐานใหม่ชี้ชัด!!‘โอไมครอน’อยู่ในยุโรปตะวันตก ก่อนพบเคสแรกแอฟริกา ทำไมWHOเพิ่งเตือน

488

การเปิดเผยเกี่ยวกับการพบโควิดกลายพันธุ์ ‘โอไมครอน’ในยุโรป ทั้งเนเธอร์แลนด์เบลเยียมและเยอรมนี ก่อนที่จะมีการรายงานในแอฟริกาทำให้เกิดคำถามใหม่ว่าตัวแปรนี้มีต้นกำเนิดจากที่ใดและอย่างไรกันแน่ ทำไมWHO เพิ่งแสดงความกังวลและประกาศเตือนให้เกิดความตื่นตระหนกกันไปทั่วโลก ส่งผลให้ทั่วโลกปิดกั้นการเดินทางกับแอฟริกาใต้ เป็นการปฏิบัติที่เหมาะสมต่อเหตุการณ์หรือไม่ ปธน.แอฟริกาใต้ตัดพ้อว่าประเทศในกลุ่มอาฟริกาใต้เหมือนถูกลงโทษอย่างไม่เป็นธรรม

 

เมื่อวันอังคารที่ 30พ.ย.2564 เจ้าหน้าที่เนเธอร์แลนด์แถลงว่า พวกเขาพบเคสผู้ติดเชื้อตัวกลายพันธุ์ ‘โอมิครอน’ ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ย้อนกลับไปนานสุด 11 วัน บ่งชี้ว่ามันแพร่ระจายเชื้อในยุโรปตะวันตกอยู่ก่อนแล้ว ก่อนที่จะพบเคสผู้ติดเชื้อรายแรกในแถบพื้นที่ตอนใต้ของแอฟริกา

สั่งซื้อ คลิก!!
สั่งซื้อ คลิก!!

สถาบันสุขภาพแห่งชาติเนเธอร์แลนด์(RIVM)ระบุว่าพวกเขาพบเชื้อโอมิครอนในตัวอย่างย้อนกลับไประหว่างวันที่ 19 ถึง 23 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนหน้าที่จะพบเคสผู้ติดเชื้อในหมู่ผู้โดยสารที่เดินทางมาจากแอฟริกาใต้ ที่เข้ารับการตรวจเชื้อที่สนามบินสคิปโพลของเมืองอัมสเตอร์ดัม เมื่อวันศุกร์ที่ 26พ.ย.2564

สถาบันสุขภาพฯระบุว่า “มันยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องในเคสต่างๆก่อนหน้านี้ เคยเดินทางไปยังภูมิภาคทางใต้ของแอฟริกาด้วยหรือไม่”  พร้อมเผยว่าบรรดาบุคคลที่ติดเชื้อโอมิครอนได้รับแจ้งแล้ว และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขท้องถิ่นก็เริ่มติดตามหาผู้สัมผัสใกล้ชิดแล้วเช่นกัน

ถ้อยแถลงของสถาบันสุขภาพระบุว่า “ในช่วงเวลาข้างหน้านี้ จะมีการศึกษาต่างๆนานา เพื่อตรวจสอบการแพร่กระจายเชื้อของตัวกลายพันธุ์โอมิครอนในเนเธอร์แลนด์” พร้อมเน้นว่าพวกเขาจะดำเนินการตรวจสอบซ้ำตัวอย่างต่างๆเพิ่มเติมจากผลตรวจโควิด-19 ก่อนหน้านี้ด้วยเช่นกัน

เบลเยียมและเยอรมนีระบุเช่นกันว่าจากการตรวจสอบตัวอย่าง ยืนยันว่าตัวกลายพันธุ์โอมิครอนอยู่ในทั้ง 2 ประเทศ ก่อนหน้าที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขแอฟริกาใต้แจ้งเตือนต่อทั่วโลกในวันที่ 24 พ.ย.ที่ผ่านมา เกี่ยวกับการปรากฏตัวของตัวกลายพันธุ์ใหม่โควิด-19

พวกนักวิทยาศาสตร์แอฟริกาใต้ได้รับการยกย่องสำหรับการตรวจพบตัวกลายพันธุ์ใหม่เป็นคนแรก และได้แจ้งเตือนไปยังเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทั่วโลกเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว อย่างไรก็ตามเวลานี้ตัวกลายพันธุ์โอมิครอนแพร่ระบาดไปยังประเทศอื่นๆอีกราว 20 แห่ง และท่ามกลางความกังวลว่ามันอาจแพร่เชื้อได้ง่าย มีความสามารถในการหลบหลีกวิธีรักษาหรือวัคซีนที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทำให้หลายประเทศกำหนดข้อจำกัดด้านการเดินทางกับพวกผู้โดยสารที่เดินทางมาจากประเทศต่างๆในภูมิภาคทางใต้ของแอฟริกา หลายประเทศปิดประเทศอีกครั้งไม่ต้อนรับคนต่างชาติ

บรรดานักการเมืองและนักวิทยาศาสตร์แอฟริกาใต้ กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าพวกเขารู้สึกเหมือนถูกลงโทษต่อโปรแกรมคัดกรองโควิด-19 ทันสมัยของพวกเขา ซึ่งสามารถตรวจพบตัวกลายพันธุ์โอมิครอน จนสามารถแจ้งเตือนประเทศอื่นๆอย่างรวดเร็ว แต่ผลลัพธ์ก็คือประเทศต่างๆในแถบทางใต้ของแอฟริกากลับต้องมาเจอมาตรการคว่ำบาตรด้านการเดินทาง รู้สึกไม่ยุติธรรม

ญี่ป่นและฝรั่งเศสยืนยันพบเคสผู้ติดเชื้อตัวกลายพันธุ์ใหม่นี้รายแรกในวันอังคารที่ 30พ.ย.2564 ในขณะที่ประเทศต่างๆทั่วโลกดิ้นรนปิดประตูไม่ต้อนรับชาวต่างชาติ และพวกนักวิทยาศาสตร์เร่งมือทดสอบวัคซีนที่มีอยู่ในปัจจุบันกับตัวกลายพันธุ์โอมิครอน

ด้านประธานาธิบดีไซริล รามาโฟซาแห่งแอฟริกาใต้กล่าวว่าประเทศของเขากำลังถูกลงโทษฐานตรวจพบตัวแปรดังกล่าวและแจ้งให้หน่วยงานด้านสุขภาพทั่วโลกทราบ “คุณอย่าพยายามควบคุมไวรัสด้วยการใช้คำสั่งห้ามอย่างไม่เป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์และไม่เลือกปฏิบัติ” รามาโฟซากล่าวเมื่อวันอังคารและเสริมว่า มาตรการเช่นการทดสอบนักเดินทางทุกคนเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดสำหรับการต่อสู้กับโรคระบาด

เจ้าหน้าที่ของแอฟริกาใต้ส่งสัญญาณเตือนเกี่ยวกับตัวแปรที่กลายพันธุ์อย่างหนัก B.1.1.529 เมื่อวันที่ 24 พ.ย. สองวันต่อมา WHO ได้จัดประเภทเป็นตัวแปรที่น่าเป็นห่วงและขนานนามว่า ‘โอไมครอน’ ทำแตกตื่นกันไปทั้งโลก!!