ถึงเวลาหายนะ!! เจพีมอร์แกนเตือน เงินหยวนดิจิตอลจะระเบิดสหรัฐพัง

892

เรื่องราวของระบบเงินตราที่สั่นสะเทือนโลก ไม่มีเรื่องไหนยิ่งไปกว่า บทบาทก้าวล้ำของเงินหยวนดิจิตอลของจีน ทำให้สหรัฐหวั่นวิตกอย่างมากกว่าจะมาทำลายเสถียรภาพเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นเหตุผลหนึ่งในอีกหลายเหตุที่ทำให้สหรัฐต้องระดมพันธมิตรตะวันตกมาต่อต้านอิทธิพลจีน แต่นักเศรษฐศาสตร์การเงินของสหรัฐเองเข้าใจดีว่า บทบาทและมูลค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐจะเปลี่ยนไปอย่างแน่นอนเพราะ การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบบการค้าและการเงินสมัยใหม่มาถึงแล้ว

เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2564 ที่ผ่านมา สำนักข่าว บลูมเบิร์กได้เสนอรายงานข่าวชิ้นหนึ่งซึ่งประกาศว่า “คณะบริหารไบเดนกำลังยกระดับการตรวจสอบสอดส่องแผนการของจีนในเรื่องเงินหยวนดิจิตอล โดยที่มีเจ้าหน้าที่บางรายแสดงความกังวลว่าความเคลื่อนไหวนี้อาจเป็นการเขี่ยลูก เริ่มต้นความพยายามในระยะยาวที่จะโค่นล้มเงินดอลลาร์สหรัฐ ให้ตกลงมาจากฐานะการเป็นสกุลเงินสำรองที่สำคัญที่สุดของโลกชนิดไม่มีอะไรเทียมทาน” 

แต่ความจริงแล้ว จีนนั้นไม่ได้มีเจตนารมณ์ที่จะนำเอาเงินเหรินหมินปี้ของตนในรูปแบบดิจิตัล เข้าแทนที่เงินดอลลาร์สหรัฐฯภายในกรอบโครงร่างของระบบการธนาคารของโลกที่เป็นอยู่ในเวลานี้แต่อย่างใด 

หลี่ ปัว (Li Bo) รองผู้ว่าการธนาคารประชาชนแห่งประเทศจีน (People’s Bank of China ชื่ออย่างเป็นทางการของแบงก์ชาติจีน) บอกเอาไว้เมื่อวันที่ 19 เม.ย.2564 ว่าในความเป็นจริงแล้ว จีนไม่ได้มีมูลเหตุจูงใจให้ทำเช่นนั้นเลย และกระทั่งถ้าหากต้องการทำเช่นนั้น ก็จะไม่สามารถทำได้

เงินดอลลาร์ออฟชอร์จำนวน 16 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งฝากอยู่ตามพวกแบงก์ระหว่างประเทศนั้น จะไม่เปลี่ยนมาเป็นเงินหยวนจีนมูลค่าเท่าๆ กันหรอก ตรงกันข้าม เงิน 16 ล้านล้านดอลลาร์ดังกล่าวจะหดตัวลดค่าลงเหลือแค่เพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ ของปริมาณในปัจจุบันของตัวมันเอง  เนื่องจาก พวกบิ๊กเทค/การปฏิวัติด้านฟินเทค จะทำให้มันอยู่ในภาวะเหลือล้นเกินความต้องการ นักวิเคราะห์ของมอร์แกน สแตนลีย์ อธิบายเอาไว้ในสัปดาห์นี้ นั่นคือ “พวกธนาคารทั้งหลายจะสูญเสียฐานเงินฝากของพวกตนไป” ขณะที่สกุลเงินตราดิจิตอลเข้าแทนที่ ในการทำหน้าที่พื้นฐานที่สุดของธนาคาร

พวกนักวิเคราะห์ตะวันตกนั้นบกพร่องล้มเหลวที่ไม่สามารถเข้าใจในข้อเท็จจริงที่ว่า จีนนั้นไม่ได้กำลังพยายามเข้าแทนที่สหรัฐฯเลย แทนที่จะทำเช่นนั้น จีนกำลังสร้างระบบใหม่ด้านการค้าและการเงินของโลก ซึ่งจะทำให้เกิดผลสำคัญประการหนึ่งขึ้นมา นั่นคือระบบใหม่นี้ยังจะเข้าแทนที่วิธีการในการให้ความสนับสนุนทางการเงินแก่การค้า ที่ได้ตกทอดใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน 

เงินหยวนจะไม่เข้าแทนที่เงินดอลลาร์ในฐานะเป็นสกุลเงินตราสำรองของโลกหรอก ตรงกันข้าม บทบาทแห่งการเป็นสกุลเงินตราสำรอง ซึ่งเริ่มต้นด้วยสกุลเงินปอนด์สเตอร์ลิง ภายใต้ระบบสหราชอาณาจักรปกครองโลก (Pax Britannica) นั้น จะเสื่อมถอยโรยราไปเรื่อยๆ ตามกาลเวลาต่างหาก และสิ่งที่จะทรุดโทรมตามระบบนี้ไปด้วยก็คือเจ้าเงินดอลลาร์ออฟชอร์หลายล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งที่จริงก็คือเงินกู้อัตราดอกเบี้ย 0 เปอร์เซนต์ที่โลกเวลานี้ปล่อยกู้ให้แก่สหรัฐอเมริกา

ฟินเทคไม่ได้เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่สุดของการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้หรอก แต่จุดศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลงคือสิ่งที่ หัวเว่ย เรียกว่า “โลจิสติกส์อัจฉริยะ” (smart logistics) อันเป็นแอปพลิเคชั่นของบิ๊กดาต้า/ปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งถูกนำมาใช้กับการบริหารจัดการสายโซ่อุปทาน วันที่ 6 กุมภาพันธ์ ระบบของหัวเว่ย –หนึ่งในหลายๆ ระบบซึ่งกำลังเสนอตัวแข่งขันกันในด้านนี้ – มุ่งที่จะต่อเชื่อมการดำเนินงานระหว่างจุดสำคัญต่างๆ และการขนส่งทางกายภาพ ให้เป็นไปอย่างราบรื่นชนิดไร้รอยต่อ โดยมีทั้งการแจ้งเตือนล่วงหน้าเกี่ยวกับความเสี่ยงต่างๆ ที่ทำท่าจะเกิดขึ้นมาได้จริงๆ, สามารถที่จะถ่ายทอดสั่งการเพื่อให้เกิดการบริหารจัดการอย่างเห็นภาพกันทั้งระบบ ซึ่งก็รวมทั้งการดำเนินตามแนวความคิด one-stream-of-materials concept 

บิ๊กดาต้านั้น สามารถติดตามการเดินทางของสินแร่เหล็กปริมาณน้อยนิดเดียว ตั้งแต่ออกมาจากเหมืองแห่งหนึ่งของบราซิล ไปยังโรงเตาหลอมเหล็กกล้าในเมืองฮาร์บิน (เมืองเอกของมณฑลเฮยหลงเจียง ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน), ไปเป็นม้วนเส้นลวดเหล็กกล้าที่โรงงานเหล็กกล้าแห่งหนึ่งในเมืองถังซาน (ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของมณฑลเหอเป่ย ซึ่งตั้งอยู่ในภาคเหนือของจีน), ไปยังโรงงานตะปูในเมืองซิ่งไถ้ (ทางตอนใต้ของมณฑลเหอเป่ย), ไปยังคลังสินค้าในเมืองเซี่ยงไฮ้, ไปยังเรือสินค้าคอนเทนเนอร์ลำหนึ่ง ซึ่งเดินทางไปสู่เมืองลองบีช รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ, ไปยังรถบรรทุกคันหนึ่งซึ่งมุ่งหน้าไปที่ห้างจำหน่ายสินค้าฮาร์ดแวร์แห่งหนึ่ง ในเมืองเดนเวอร์ ของรัฐโคโลราโด แถบตะวันตกกลางของสหรัฐฯ

การผลิต, การจัดเก็บในคลังสินค้า, และการขนส่งสินค้าทั้งหลายทั้งปวงตลอดกระบวนการ จะสามารถตรวจสอบยืนยันได้ในทุกๆ ขั้นตอน คราวนี้ ก็ไม่มีใครที่จะต้องกู้ยืมเงินจากธนาคารระหว่างประเทศสักแห่งหนึ่ง และนำเงินก้อนดังกล่าวไปฝากเอาไว้เฉยๆ เป็นแรมเดือน ระหว่างที่เฝ้ารอดูว่าสินค้าซึ่งสั่งไว้จะส่งมาถึงหรือยัง(ระบบLC, Swift ฯลฯ)

การเปลี่ยนแปลงแบบพลิกโฉมการค้าและการเงินอย่างยิ่งใหญ่มโหฬารนี้ ไม่ได้มีอะไรที่เป็นการสมคบคิดวางแผนร้ายหรือพฤติการณ์ชั่วช้าเลวทรามใดๆ ทั้งสิ้น สำหรับเรื่องที่จีนกำลังกลายเป็นผู้นำในสาขานี้ขึ้นมาได้ ก็เนื่องจากจีนเป็นประเทศแรกที่จัดสร้างเครือข่ายบรอดแบนด์เคลื่อนที่ระบบ 5จี ระดับทั่วประเทศขึ้นมาใช้งาน จึงทำให้เป็นไปได้ที่จะรวบรวมและแปรรูปข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับสายโซ่อุปทานของโลกได้ในแบบเรียลไทม์