สหรัฐ-จีนเดินหน้าแข่งขันทางทหารและอาวุธ?!? จีนมีกองทัพเรือใหญ่ที่สุดในโลก ขณะสหรัฐอวดอาวุธสังหารมุ่งปิดล้อมจีน

1125

วอชิงตันมีเป้าหมายที่จะรักษาอำนาจสูงสุดทางทหารในระดับภูมิภาคและระดับโลกของตนเองโดยการต่อต้านอิทธิพลของจีนอย่างเปิดเผย ขณะที่จีนไม่ลังเลที่จะสร้างกองทัพเรือที่ยิ่งใหญ่ เพื่อป้องกันตนเองและปกป้องอธิปไตยเหนือดินแดนที่ตนถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของจีน ทั้งฮ่องกง ไต้หวัน และพื้นที่ทับซ้อนที่เป็นข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ เมื่อต่างมีจุดยืนที่ไม่อาจถอยให้กันได้ การแข่งขันสมรรถนะทางทหารและอาวุธก็ไม่อาจหลีกเลี่ยง  ล่าสุด จีนสร้างกองทัพเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้แล้ว ทั้งปริมาณและขีดความสามารถด้านขีปนาวุธที่ยากต้านทาน ทำให้วอชิงตันยิ่งหวั่นวิตก และยิ่งเดินหน้าเตะตัดขาในทุกปริมณฑล ทั้งการเมืองต่างประเทศ เศรษฐกิจและความมั่นคง

จีนซึ่งไม่ลังเลที่จะพัฒนากองทัพเรือจนกลายเป็น กองทัพเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลกสามารถยืนหยัดเผชิญหน้าสหรัฐอย่างไม่ครั่นคร้าม

เมื่อเดือนเมษายนปี 2018 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนได้ขึ้นเรือพิฆาตกองทัพเรือปลดแอกประชาชนในทะเลจีนใต้ ตรวจกองเรือรบที่ใหญ่ที่สุดที่สร้างโดยรัฐบาลจีน ซึ่งเผยโฉมในคราวเดียวกันด้วยเรือ 48 ลำ เครื่องบินขับไล่หลายสิบลำ พร้อมกำลังทหารมากกว่า 10,000 นาย นั่นเมื่ออดีต

“งานสร้างกองทัพเรือที่ทรงพลังไม่เคยเร่งด่วนเท่าปัจจุบัน” เป็นคำกล่าวของสีในวันนั้น จากนั้นจีนก็เร่งมือพัฒนาการต่อเรือทั้งทางพาณิชย์และทางทหารอย่างจริงจัง

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

ประธานาธิบดี สี จิ้นผิงเป็นผู้นำที่ทรงอิทธิพลที่สุดของประเทศจีน นับตั้งแต่ผู้นำประธานเหมาเจ๋อตง ปัจจุบันนี้กองทัพเรือของจีนได้พัฒนาขึ้นอย่างมากทั้งขนาดและ แสนยานุภาพของอาวุธยุทโธปกรณ์ แสดงถึงพลังอำนาจทางทะเลที่สามารถเคลื่อนไหวในเจ็ดมหาสมุทรของโลกก็ว่าได้

ในปี 2558 กองทัพเรือของกองทัพปลดแอกประชาชน (PLAN) มีเรือรบ 255 ลำตามข้อมูลของสำนักงานข่าวกรองทางทะเลแห่งสหรัฐอเมริกา (ONI)

ปี 2563 มีเรือรบ 360 ลำซึ่งมากกว่ากองทัพเรือสหรัฐฯถึง 60 ลำตามการคาดการณ์ของ ONI

ภายในสี่ปีนับจากนี้จีนมีแผนจะมีเรือรบทั้งสิ้น 400 ลำตามที่ ONI คาดการณ์ไว้

รายงานโดยผู้นำของกองทัพเรือสหรัฐนาวิกโยธินและหน่วยยามชายฝั่งธ.ค.2563 ระบุว่า “พลังแห่งการสู้รบของกองทัพเรือจีนได้เพิ่มขี้น มากกว่าสามเท่าในสองทศวรรษที่ผ่านมา” 

“ขณะที่มีกองทัพเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว สาธารณรัฐประชาชนจีนกำลังสร้างเครื่องบินรบพื้นผิวที่ทันสมัย  เรือดำน้ำ  เรือบรรทุกเครื่องบิน เครื่องบินขับไล่  เรือโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบก เรือดำน้ำขีปนาวุธนิวเคลียร์ เครื่องตัดการป้องกันชายฝั่งขนาดใหญ่ และเรือตัดน้ำแข็งขั้วโลกด้วยความเร็วที่น่าตกใจ” บางส่วนจะเท่าเทียมหรือดีกว่าของสิ่งที่สหรัฐฯหรือกองทัพเรืออื่น ๆ สามารถใช้ต่อสู้ในน้ำได้

นายแอนดรู เอริก,อาจารย์โรงเรียนนายเรือสหรัฐ บันทึกในรายงานเดือนกุมภาพันธ์ว่า เรือรบเช่นเรือพิฆาต Type 055  มีสมรรถนะดีกว่าเรือลาดตระเวนระดับไทคอนเดอโรกาของสหรัฐฯ  ในด้านอำนาจการยิง และเรือโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบก ที่สามารถทำให้กองทัพจีนหลายพันคนบุกเข้าใกล้ชายฝั่งในต่างประเทศได้อย่างง่ายดาย

ขณะที่สถานภาพของกองเรือสหรัฐฯก็ไม่น้อยหน้า และในปีนี้ สหรัฐทุ่มงบกลาโหมสูงกว่าจีนถึง 4 เท่า เมื่อนับกองกำลังทหาร กองทัพเรือสหรัฐฯมีขนาดใหญ่กว่าโดยมีบุคลากรประจำการมากกว่า 330,000 คนขณะที่จีนมีทหารในกองทัพ 250,000 คน

นักวิเคราะห์ชี้ให้เห็นปัจจัยอื่น ๆ อีกหลายประการเช่น กองทัพเรือสหรัฐฯยังคง สามารถรับน้ำหนักอาวุธและทหาร ได้มากกว่าเรือติดอาวุธที่มีขนาดใหญ่กว่าและหนักกว่า เช่นเรือพิฆาตและเรือลาดตระเวน – นำวิถีของจีน เรือเหล่านี้ทำให้สหรัฐฯมีความได้เปรียบที่สำคัญในความสามารถของการปล่อยขีปนาวุธ

สหรัฐฯมีเซลล์ยิงขีปนาวุธในแนวดิ่งมากกว่า 9,000 เซลล์บนเรือผิวน้ำ แล่นตรงจนถึงเรือจีนนับ 1,000 ลำตามที่นิค ไชลด์ (Nick Childs) นักวิเคราะห์ด้านการป้องกันของสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการศึกษายุทธศาสตร์สหรัฐคำณวนไว้ ในขณะที่กองเรือดำน้ำโจมตีของสหรัฐฯจำนวน 50 ลำ ใช้พลังงานนิวเคลียร์ทั้งหมดทำให้มีข้อได้เปรียบด้านระยะ และความทนทานที่สำคัญเหนือกองเรือจีนที่มีกองเรือย่อยพลังงานนิวเคลียร์ 7 ลำในฝูงบิน 62 ลำ

“ข้อได้เปรียบใหญ่ที่กองทัพเรือจีนมีเหนือกองทัพเรือสหรัฐฯคือการลาดตระเวนและการรบชายฝั่งหรือเรือลาดตระเวนและใต้น้ำ” ไชลด์กล่าว เรือขนาดเล็กเหล่านี้สามารถได้รับการเสริมกำลังโดยหน่วยยามฝั่งและกองกำลังทางทะเลของจีนได้อย่างฉับพลัน ทำให้มีเพิ่มเรือจำนวนมากได้ในระยะเวลาไม่นาน 

สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณที่น่าหนักใจสำหรับวอชิงตันเนื่องจากต้องต่อสู้กับงบประมาณและปัญหาการแพร่ระบาดที่ส่งผลกระทบหนักหนาสาหัสกว่าของจีนมาก นักวิเคราะห์กังวลว่าการประกาศของจีนเมื่อวันศุกร์(5 มี.ค.2564) ที่ผ่านมาว่าจะเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมประจำปี 2564 เท่ากับ 6.8% แม้จะบอกว่าไม่มากแต่ก็เพิ่มกว่าเดิมทุกปี