ดร.เสรียัวะจัด!ธนาธรหลอกวัคซีนห่วงปชช. แต่จริงๆคือ โกหกจงใจใส่ร้ายในหลวง

1537

จากที่ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ขึ้นศาลอาญาเพื่อร่วมการไต่สวนคำร้องคัดค้านของคณะก้าวหน้าที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลสั่งลบลิงก์ตามคำขอกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เผยแพร่ภาพ-คลิปเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโควิดพาดพิงสถาบันฯนั้น

ทั้งนี้นายธนาธร เปิดเผยว่า มาศาลเพื่อขอคัดค้านใบคำสั่งจากกระทรวงดิจิทัลฯ ที่ขอให้ปลดการไลฟ์เฟซบุ๊ก ทั้งในช่องทางเฟซบุ๊ก และยูทูป ซึ่งเมื่อถามว่า การตั้งคำถามในประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับสถาบันฯ สามารถใช้หลักการวิจารณ์สุจริตได้หรือไม่ นายธนาธร กล่าวว่า ตนเห็นด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองล้วนเป็นเรื่องของทุกคนในประเทศ สถาบันพระมหากษัตริย์ก็เป็นส่วนหนึ่งในสังคมไทย ดังนั้น การพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์โดยสุจริต โดยไม่ว่าร้ายพยาบาท เพื่อหวังดีต่อสังคม ย่อมเป็นสิ่งที่พลเมืองพึงกระทำได้

และเมื่อถามว่าคิดว่าศาลจะใช้ดุลพินิจที่ครอบคลุมถึงหลักการข้างต้นด้วยหรือไม่ นายธนาธรกล่าวว่า อันนี้ตนคงก้าวล่วงศาลไม่ได้ เพราะเห็นว่าสิ่งที่เราวิพากษ์วิจารณ์การจัดหาวัคซีนของรัฐบาลให้คนไทยเป็นสิ่งที่พวกเราทำด้วยความประสงค์ดี ก็หวังว่าศาลคงจะเข้าใจ ตนคงไม่ไปก้าวล่วงคำวินิจฉัยของศาล

ขณะที่ผู้สื่อข่าวถามว่าจนถึงตอนนี้แล้วมองว่าขอบเขตความผิดมาตรา 112 ในประเทศไทย มีความต่างจากประเทศที่ปกครองด้วยราชาธิปไตยใต้รัฐธรรมนูญอย่างไรบ้าง เรื่องนี้ทำให้ นายธนาธร ตอบว่า ในมาตรา 112 เป็นมาตราที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอย่างแน่นอน เพราะสิทธิสิทธิมนุษยชนนั้นคือการมีเสรีภาพทางการแสดงออก และมาตรา 112 มีโทษที่สูงเกินไปด้วย จึงเห็นว่าควรมีการแก้ไขกฎหมายมาตรา 112

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่าคิดว่าอะไรเป็นตัวแปรที่ทำให้สัดส่วนโทษทางอาญาของมาตรา 112 ในไทยรุนแรงกว่าชาติอื่นที่ยังคงมีระบบกษัตริย์ นายธนาธรกล่าวว่า ตรงนี้ตนคงไม่ทราบ ต้องไปถามนักกฎหมาย

ส่วนประเด็นที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม รักษาการหัวหน้าพรรคไทยภักดี แจ้งความตามความผิดมาตรา 112 นั้น ทางนายธนาธรกล่าวว่า ตนเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ใจ ขอเรียนประชาชนว่าจนถึงวันนี้รัฐบาลไทยก็ยังไม่สามารถให้คำสัญญากับประชาชนได้ว่าตกลงวัคซีนที่จัดซื้อจัดหาได้แล้วจะมีจำนวนเท่าไหร่กันแน่ เอกสารทางราชการก็ระบุไว้ชัดเจนว่าการหาวัคซีนให้คนไทยล่าช้าไป 1 เดือน ความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นแสนล้านบาท อย่าลืมว่าเมื่อไม่นานมานี้เองรัฐบาลยังยืนยันว่าจะฉีดวัคซีน 50% ให้แก่คนไทยภายใน 3 ปี แต่เพิ่งมาเปลี่ยนเมื่อไม่นานมานี้เอง

“เมื่อมีการตั้งคำถามจากประชาชนที่ต้องการเห็นการจัดหาวัคซีนให้คนไทยได้อย่างเร็วที่สุด ดังนั้น การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเรื่องกลยุทธ์การจัดซื้อหาวัคซีนและการฉีดวัคซีนให้แก่คนไทยเป็นสิ่งที่พึงกระทำ และตนอยากจะเห็นรัฐบาลให้คำสัญญาที่ชัดเจนว่าตกลงจะฉีดวัคซีนให้กับคนไทยได้จำนวนมากเท่าไหร่ในเวลาเท่าไหร่ ตนคิดว่าเรื่องนี้เป็นความเป็นความตายของพี่น้องประชาชน คนที่หาเช้ากินค่ำ คนที่เป็นแรงงานนอกระบบไม่มีประกันสังคม ไม่มีความมั่นคงในชีวิตรอนานเป็นปีไม่ได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลายประเทศเริ่มฉีดวัคซีนกันแล้วอย่างอิสราเอลตั้งเป้าว่าจะฉีดวัคซีนให้ครบ 100% ให้ครบจำนวนประชากรในไตรมาสที่ 1 และวันนี้อังกฤษฉีดไปแล้ว 10% อเมริกา 6-7% ประเทศอินโดนีเซียก็เริ่มฉีดแล้ว ตนจึงเป็นกังวลเรื่องนี้ การมีวัคซีนเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ แต่ตราบใดที่เราฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมจำนวนประชากรเพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันในสังคมไม่ได้ เราก็ยังอยู่ในอุโมงค์ที่มืดมิด

ขอยืนยันในความบริสุทธิ์ใจ สิ่งที่พูดไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนเพื่อปกป้องภาษีของประชาชน การสั่งซื้อวัคซีนจากแอสตราเซเนกาเป็นเงินที่มาจากประชาชน ใช้ภาษีของประชาชน ดังนั้น การตรวจสอบการใช้เงินย่อมเป็นเรื่องที่พลเมืองพึงที่จะกระทำได้” นายธนาธร กล่าว

ล่าสุดวันนี้ 5 กุมภาพันธ์ 2564  ดร.เสรี วงษ์มณฑา ผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันทิศทางไทย นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนและการตลาดได้ออกมาพูดถึงกรณีนายธนาธร โดยโพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กตอบโต้ที่บุคคลดังกล่าวบิดเบือนใส่ร้ายสถาบันพระพมหากษัตริย์ว่า

“พูดดีนะคะว่าออกมาทำ Facebook live เพราะห่วงใยเรื่องการหาวัคซีนของประเทศไทย ถ้าคุณห่วงใยจริง คุณทำไมต้องจงใจโกหกเพื่อใส่ร้ายพระมหากษัตริย์

คุณหาว่ารัฐบาลซื้อจาก Siam Bioscience เพื่อล้างขาดทุนให้กับบริษัทของในหลวง ทั้งๆที่Astra Zeneca เป็นคนเลือกให้ Siam Bio science รับถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อผลิต

คุณหาว่าใช้ภาษีประชาชนซื้อวัคซีนแล้วแจกจ่ายในนามโดยเรียกว่าวัคซีนพระราชทาน ซึ่งไม่จริงเลย วัคซีนนี้แจกจ่ายโดยกระทรวงสาธารณสุข ไม่ใช่ในหลวง

คุณไม่ได้ห่วงจริง แต่คุณบิดเบือนข้อมูลเพื่อจงใจให้ร้ายในหลวงด้วยข้อความที่เป็นเท็จ เป็นการจงใจใส่ร้ายในหลวง แล้วคุณยังคิดว่าถ้าวัคซีนมีปัญหาจะต้องให้ในหลวงที่ทรงเป็นผู้ถือหุ้นต้องรับผิดชอบ ทั้งๆที่ตามหลักการแล้วกรรมการผู้จัดการต่างหากที่ต้องรับผิดชอบ อย่าคิดว่าคนรู้ไม่ทันว่าคุณจงใจให้ร้ายในหลวงคุณนี่มันเลวจริงๆ”