จุรินทร์สั่งเกาะติดค้าชายแดนเมียนมา-ไทย!?! พบกองทัพเมียนมายึดอำนาจไม่กระทบส่งออกไทย คาดฉลุย 1.97 แสนลบ.

658

รัฐประหารเมียนมา ทำให้เกิดสภาพความวิตกกังวลของประชาชนเมียนมาว่าอาจมีการขาดแคลนสินค้า จึงมีการกักตุนอาหาร มีการกว้านซื้อทองและเงินดอลลาร์ในตลาดจนราคาพุ่งสูง ส่วนธุรกิจเอกชนยังดำเนินธุรกิจได้เป็นปกติไม่มีคำสั่งพิเศษใดๆ รมว.จุรินทร์ฯ สั่งเกาะติดผลกระทบทางเศรษฐกิจ-การลงทุนของไทย พบว่าปัจจุบันปลดล็อกเปิดด่านชายแดนแล้ว โดยเปิดเป็นช่วงๆและเป็นระยะสั้น แต่ยังต้องติดตามใกล้ชิด  ขณะภาคเอกชนกังวลแรงงานพม่าอาจทะลักเข้าไทย

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯได้รับข้อสั่งการของ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ติดตามสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศระหว่างไทยกับเมียนมาอย่างใกล้ชิด 

ในเบื้องต้น สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง ได้รายงานว่าการขนส่งสินค้าข้ามชายแดนได้มีการเปิดการค้าขายเป็นปกติแล้ว หลังจากที่เมียนมาได้ประกาศปิดด่านชายแดนเป็นการชั่วคราว รวมทั้งระบบสื่อสารทั้งทางมือถือและอินเทอร์เน็ตขณะนี้สามารถกลับมาใช้งานได้ปกติ

ส่วนสถานการณ์การบริโภคสินค้า ประชาชนชาวเมียนมาได้มีการกักตุนสินค้า มีการต่อแถวซื้อสินค้าในตลาดและร้านค้าเป็นคิวยาว โดยเฉพาะอาหาร เนื้อสัตว์ และน้ำดื่ม แต่จากการสำรวจขณะนี้ยังคงมีสินค้าเข้ามาเติมในชั้นสินค้าและในตลาดได้เพียงพอ ขณะที่ด้านการส่งออก คาดว่าการส่งออกของไทยไปยังเมียนมา จะยังคงทำได้ดี หลังสถานการณ์ดีขึ้น และส่งผลให้ยอดการส่งออกไม่ได้รับผลกระทบในระยะยาว เพราะเมียนมายังคงมีความต้องการสินค้าไทย โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

นอกจากนี้ จากการรายงานสำหรับภาคธุรกิจในเมียนมายังคงดำเนินธุรกิจอย่างปกติ ทางการอนุญาตให้สามารถดำเนินการต่อไปได้ ไม่ได้มีประกาศห้ามใด ๆ จากกองทัพเมียนมา โดยกรมฯจะหารือกับภาคเอกชน เพื่อเตรียมแผนรองรับความต้องการสินค้าไทยให้สามารถกระจายไปได้ตามความต้องการในตลาดต่อไป

สำหรับด้านการเงิน ธนาคารกลางเมียนมาประกาศให้ธนาคารปิดทำการในวันที่ 1 ก.พ. 2564 เป็นการชั่วคราว จึงกระทบต่อความต้องการเงินสดในระบบเศรษฐกิจ และส่งผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และตลาดทองในเมียนมา โดยมีประชาชนไปกดเงินจากตู้ ATM เป็นจำนวนมาก และมีการกว้านซื้อทองและเงินดอลลาร์ในตลาดจนราคาอาจพุ่งสูง

ปัจจุบันการค้าระหว่างไทยและเมียนมา ในปี 2563 (ม.ค.-ธ.ค.) มีมูลค่า 197,790 ล้านบาท แบ่งเป็นไทยส่งออกไปยังเมียนมาเป็นมูลค่า 113,940 ล้านบาท สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องดื่ม น้ำมันสำเร็จรูป เครื่องจักรกล เคมีภัณฑ์ เหล็กและผลิตภัณฑ์ เครื่องสำอาง สบู่ ยานยนต์ ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูป ผ้าผืน และรถจักรยานยนต์

และไทยนำเข้าสินค้าจากเมียนมา มีมูลค่า 83,850 ล้านบาท สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ พืชและผลิตภัณฑ์ สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ เนื้อสัตว์ สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง ผัก ผลไม้ เครื่องจักรไฟฟ้า สัตว์และผลิตภัณฑ์ ไม้และผลิตภัณฑ์

รายงานจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ ย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา ระบุว่า ตัวเลขการค้า มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทยและเมียนมา (ม.ค.-ธ.ค. 63) รวมทั้งสิ้น 6,593.23 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 13.35% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แบ่งเป็น ไทยส่งออกไปยังเมียนมาเป็นมูลค่า 3,797.85 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 12.95% สินค้าที่ไทยส่งออกไปเมียนมา ที่สำคัญได้แก่ เครื่องดื่ม น้ำมันสำเร็จรูป เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล เคมีภัณฑ์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ ผ้าผืน และรถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ เป็นต้น

ผลกระทบจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ด้านขนส่ง จากการที่เมียนมาประกาศปิดด่านเป็นการชั่วคราวส่งผลต่อการขนส่งสินค้าไทยไปยังเมียนมา ทำให้ไม่สามารถส่งสินค้าเข้าเมียนมาได้กระทบการค้าชายแดนบริเวณด่าน

แต่การปิดเส้นทางระหว่างเมืองต่าง ๆ เกิดขึ้นระยะสั้น เนื่องจากปัจจุบันปลดล็อกแล้ว และได้มีการผ่อนปรนเปิดด่านเป็นช่วง ๆ เพื่อระบายสินค้าตกค้าง แต่จากการเข้มงวดในการขนส่งสินค้า หลังจากนี้ ทำให้สินค้าที่นำเข้าจากไทยต้องมีผู้นำเข้าเมียนมาเฉพาะที่มี Import License จึงจะสามารถนำเข้าสินค้าได้

ภาคเอกชนโดยนายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินสถานการณ์ทางตรงต่อเศรษฐกิจไทย แต่ผลกระทบทางอ้อมที่น่าเป็นห่วง คือ แรงงานเมียนมา อาจไหลทะลักเข้ามาในไทย จะยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์โควิด -19 ที่กลับมาแพร่ระบาดระลอกใหม่ต่อเนื่อง มีสาเหตุหลักมาจากแรงงานต่างด้าวในตลาดอาหารทะเล จ.สมุทรสาคร ซึ่งจะส่งผลกระทบทางอ้อมกับเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้มงวดในการตรวจตราบริเวณชายแดน โดยเฉพาะบริเวณช่องทางธรรมชาติ 2,400 กิโลเมตร และต้องจัดการกับผู้เกี่ยวข้องลักลอบขนแรงงานผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด