จากปาก 3 การ์ดอาชีวะฟันเฟืองปชต. บึ้มม็อบสามย่านฯ สารภาพตั้งใจปาระเบิดใส่ตำรวจ เหตุจากแค้น

1805

จากกรณีเมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2564 กลุ่มผู้ชุมนุมนัดรวมกันตัวที่สามย่านมิตรทาวน์ นำโดยนายกิตติ์พิวัฒน์ สีบุญเรือง หรือ บก.เอ็ม ปลดแอก รวมมวลชนกว่า 100 คน มาประท้วงเรียกร้องให้ปล่อยตัว 2 ผู้ร่วมกิจกรรม เขียนป้ายผ้ายาว 112 เมตร ที่จัดโดยกลุ่มการ์ดปลดแอกต่าง ๆ บริเวณเกาะพญาไท อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ก่อนถูกจับกุมส่งตัวไปยังกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค 1 จ.ปทุมธานี นั้น

ต่อมา ได้เกิดเสียงคล้ายระเบิดบริเวณที่ชุมนุมม็อบปลดแอก ย่านสามย่านฯ บริเวณหน้าปากซอยจุฬา 42 ถนนพญาไท ผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ตำรวจต่างหนีตายกัน จนทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า ในขณะนี้กลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มจะก่อความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งจะทำให้พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อนและได้รับอันตรายไปด้วย

ขณะที่ต่อมา ทางตำรวจเตรียมออกหมายจับ 2 ผู้ต้องสงสัยในการปาระเบิดใส่กลุ่มผู้ชุมนุม เบื้องต้นทราบว่าเป็นคนขับขี่รถจักรยานยนต์บนสะพานไทย-ญี่ปุ่น แล้วโยนลง โดยเจ้าหน้าที่อีโอดี และ กองพิสูจน์หลักฐาน ทราบว่าเป็นระเบิดปิงปองที่มีความไวสูง จะจุดติดก็เมื่อมีการขว้างปากระแทก ซึ่งวัตถุระเบิดชนิดนี้จะพบมีการใช้ในกลุ่มนักเรียนอาชีวะ หรือ เด็กช่างในเหตุทะเลาะวิวาท สามารถทำให้เกิดอันตรายกับผู้อื่นได้เมื่อถูกอวัยวะสำคัญ และ หากอยู่ในระยะใกล้จุดเกิดเหตุทำให้ถึงแก่ชีวิตได้

วันนี้ (29 ม.ค. 2564) ตามที่พนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน ยื่นคำร้องขอให้ศาลอาญากรุงเทพใต้ออกหมายจับผู้ต้องหาปาระเบิดแรงดันต่ำ (ระเบิดปิงปอง) ใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ คฝ. ขณะปฏิบัติหน้าที่ดูแลการชุมนุมอยู่บริเวณหน้าอาคารจามจุรีสแควร์ ช่วงที่มีการชุมนุมบริเวณแยกสามย่านฯ มีผู้ได้รับบาดเจ็บ แล้วหลบหนีไป เหตุเกิดเมื่อ 16 ม.ค. 2564 ที่ผ่านมา ศาลอาญากรุงเทพใต้ได้อนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหาจำนวน 3 คน

โดยเจ้าหน้าที่ได้จับกุมผู้ต้องหา 2 คนได้ในที่พักแห่งหนึ่ง ใน จ.นนทบุรี ทราบชื่อคือนายพรชัย ประกาพวง อายุ 23 ปี และ นายณัฐสุต ศิริอัฐ อายุ 19 ปี ที่ก่อเหตุปาระเบิดปิงปอง ขณะที่กลุ่มการ์ดราษฎรกำลังชุมนุมบริเวณแยกสามย่านฯ โดยมีความผิดฐาน ร่วมกันทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งขณะปฏิบัติหน้าที่, ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น, ร่วมกันกระทำให้เกิดระเบิดขึ้น, พาอาวุธเข้าไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร, ร่วมกันมีวัตถุระเบิดซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง

จากเหตุการณ์ดังกล่าว มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 ราย เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ 2 นาย สื่อมวลชน 1 คนและ รปภ.ของห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่งอีก 1 คน การก่อเหตุครั้งนี้มีผู้ร่วมก่อเหตุ 3

ล่าสุด ที่ สน.ปทุมวัน พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น. พร้อม พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น. และเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมแถลงการจับกุมนายพรชัย, นายณัฐสุต และ นายวีรยุทธ สัมฤทธิ์เรืองศรี อายุ 29 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ ในความผิดฐาน “ร่วมกันทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งขณะปฏิบัติหน้าที่ ,ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น, ร่วมกันกระทำให้เกิดระเบิดขึ้น, พาอาวุธเข้าไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร, ร่วมกันมีวัตถุระเบิดซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง” จับกุมได้พร้อมของกลางเสื้อผ้าที่สวมใส่วันก่อเหตุ และจักรยานยนต์ที่ใช้ก่อเหตุ 2 คัน

พล.ต.ท.ภัคพงศ์ กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุมีการชุมนุมต่อเนื่องกันหลายสถานที่ เริ่มจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สน.พญาไท และสามย่านฯ ซึ่งเหตุดังกล่าวตำรวจตามจับกุมคนผิด 6 ราย กระทั่งเวลา 18.00น. เกิดเหตุระเบิดหน้าจามจุรีสแควร์ มีตำรวจเจ็บ 3 นาย สื่อมวลชน 1 คน เจ้าหน้าที่จามจุรีฯ อีก 1 คน รวม 5 คน ตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐานขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งหมด 3 ราย ก่อนตามจับกุมได้ทั้งหมด ซึ่งให้การรับสารภาพว่า เป็นสมาชิกอาชีวะฟันเฟืองเพื่อประชาธิปไตย และได้ร่วมกันมาชุมนุมก่อนก่อเหตุขว้างระเบิดจริง และอ้างว่าได้ทำระเบิดขึ้นมาเอง มีผู้ต้องหา 2 คนเป็นอดีตนักศึกษาอาชีวะ อีกคนกำลังเรียนอยู่ สำหรับจุดประสงค์นั้นทราบว่าต้องการขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่

โดย นายวีรยุทธ เป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ใช้ก่อเหตุ โดยมีนายพรชัย ซ้อนท้ายและปาระเบิดปิงปอง ส่วนนายณัฐสุตเป็นคนซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบระเบิดมาให้นายพรชัย ส่วนสาเหตุที่ลงมือเนื่องจากไม่พอใจเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะไปจับเพื่อนตัวเอง

ด้าน พ.ต.อ.กำธร อุ่ยเจริญ รอง ผบก.สปพ. กล่าวว่า จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุพบวัตถุพยานเป็นชิ้นส่วนแก้ว ตะปู เขม่าวัตถุระเบิด เมื่อวิเคราะห์พบเป็นระเบิดแสวงเครื่องที่ทำขึ้นเองเรียกว่าระเบิดปิงปอง ซึ่งมีส่วนประกอบคล้ายกันกับอีก 3 จุด คือที่ ธนาคารไทยพาณิชย์สำนักงานใหญ่ รัชโยธิน, กองสลากเก่า, อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา

อย่างไรก็ตาม ยังต้องรวบรวมพยานหลักฐานว่าจากเหตุที่เกิด 3 จุดดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่ ซึ่งผู้ต้องหาให้การเพียงคดีนี้เท่านั้น และในส่วนข้อสังเกตที่สังคมสงสัยว่าตำรวจกระทำกับผู้ชุมนุมเกินกว่าเหตุหรือไม่นั้น ยืนยันว่าตลอดการชุมนุมที่ผ่านมา ตำรวจไม่พกพาอาวุธ มีเพียงเครื่องป้องกันเท่านั้น ตำรวจจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมายเนื่องจากช่วงนี้มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แม้จะเป็นการชุมนุมโดยสงบสันติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.กำชับให้รักษาความสงบเรียบร้อย