ธนาธรตีปี๊บไลฟ์ วัคซีนพระราชทาน เจอข้อมูลตบหน้าแค่ฉวยโอกาสโจมตีสถาบัน?

1740

จากที่ก่อนหน้านั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม โพสต์เฟซบุ๊กชื่อ “ประยุทธ์จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha” ระบุว่า รัฐบาลมีแผนการฉีดวัคซีน “ฟรี” เพื่อป้องกันโรคโควิด-19 ให้กับประชาชนชาวไทยให้ได้อย่างน้อย 50% หรือครึ่งประเทศ ภายในปีนี้ครับ

พร้อมกันนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงการดูแลประชาชนในการระบาดของโควิด-19 รอบใหม่ว่า กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันความพร้อม ทั้งเรื่องการแพทย์ เวชภัณฑ์ การพยาบาลและการดูแลสถานการณ์เรามีความพร้อมและขอให้ทุกคนช่วยกันสอดส่องดูแลอย่าให้มีการลักลอบเข้าประเทศโดยผิดกฎหมาย

ต่อมานาย นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กระบุว่า ถึงคุณชัชชาติและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ : กรณีวัคซีนโควิด เราต้องไม่ปล่อยให้รัฐบาลสร้างระบบ “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” เช่นนี้

ผมอยากให้เราย้อนกลับมาฉุกคิดตรงนี้ ว่าแท้จริงแล้วผู้ที่มีงบประมาณเหลือมากที่สุด และมีหน้าที่โดยตรงในการจัดการปัญหานี้คือใครกันแน่? สำหรับผมแล้วเห็นว่าเป็นหน้าที่อันหลีกเลี่ยงไม่ได้ของรัฐบาลไทย

ซึ่ง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แชร์ข้อความดังกล่าว พร้อมระบุว่า เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาล ไม่ใช่ภาระของท้องถิ่น ยิ่งรัฐบาลโยนความรับผิดชอบแบบนี้ไปให้ท้องถิ่น ท้องถิ่นต้องควักเงินตัวเอง ก็เท่ากับว่าท้องถิ่นถูกเบียดบังงบประมาณในการดูแลสวัสดิการด้านอื่น ๆ ของประชาชนในท้องถิ่นไปอีก

ขณะ วันที่ 15 ม.ค.64 นายวัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์ หรือ อุ๊ กรุงสยาม นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บ้านใหม่ อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โพสต์เฟซบุ๊กกล่าวถึงกรณีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ออกมาขวางการจัดซื้อวัคซีนของท้องถิ่น โดยอ้างว่า เป็นภาระของรัฐบาลที่จะต้องจัดสรรวัคซีนมาให้ รวมถึงนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ได้สนับสนุนแนวคิดของนายพิธานั้น

โดยนายวัชรพงศ์ กล่าวว่า ในฐานะ นายกอบต.เล็กๆ ชายขอบบ้านนอกของพระนครศรีอยุธยา  จะขอตอบ คุณพิธา และคุณธนาธร นักการเมืองระดับชาติว่า คุณค่อย ๆ ไปอ่านและศึกษาภาระกิจบทบาทหน้าที่ ของท้องถิ่นให้ดีก่อน สำหรับผม ทำไมควรเอาเงินสะสมของท้องถิ่นออกมาดำเนินการ ผมตอบแบบนี้ครับ

1 เงินสะสมท้องถิ่นไม่มีความจำเป็นต้องเก็บไว้มากเกินเพราะเงินภาษีควรนำมาใช้เพื่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น ไม่ได้มาเก็บฝากแบงค์ รัฐกับเอกชนต่างกัน ในขณะที่ประชาชนลำบากแต่ท้องถิ่นมีเงินเหลือใช้ และเป็นเงินภาษีของประชาชน การดูแลประชาชนจึงเป็นเรื่องชอบธรรม จะเงินส่วนกลางหรือเงินท้องถิ่นก็คือเงินของประชาชน เช่นเดียวกัน ไม่ใช่เงินส่วนตัวใคร

การมีเงินสะสมเหลือมากมีสามกรณีคือ ท้องถิ่น ไม่ทำอะไรกับงบประมาณเหลือมากเพราะใช้เงินไม่เป็น หรือมันเจริญจนไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไรแล้ว ในขณะที่ประชาชนยากลำบากแต่รัฐมีเงินฝากธนาคารมาก มันควรหรือไม่

2 ภารกิจการดูแลประชาชนเป็นหน้าที่ปกติของท้องถิ่นที่มีการกระจายอำนาจสู่ประชาชน เพื่อประชาชน โดยประชาชน ตามเจตนารมณ์ของกฏหมายเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการชุมชนตนเอง ลดอำนาจของส่วนกลางลง

3 ท้องถิ่นไหนมีความเข้มแข็งลดการพึ่งพาจากส่วนกลางลงได้ นั่นคือความสำเร็จของการกระจายอำนาจเพื่อดูแลประชาชนและการพัฒนาในพื้นที่ ควรสนับสนุนและส่งเสริมให้ท้องถิ่นทุกแห่งทำหน้าที่ให้บรรลุเป้าหมายต่อไป

4 เรื่องวัคซีนรัฐบาลทำหน้าที่เรื่องมาตรฐานอย. และการดูแลในส่วนของกลุ่มที่ขาดแคลนและต้องดูแล กลไกของรัฐบาลผ่านหน่วยงานต่าง ๆ ท้องถิ่น อบต เทศบาล อบจ ก็เป็นกลไกหนึ่งของรัฐบาลตามกฏหมาย ดังนั้นการบูรณาการร่วมกันทั้งงบประมาณและบุคลากร ย่อมก่อให้เกิดผลดีและรวดเร็วที่จะช่วยเหลือประชาชนในทุกพื้นที่ ทุกวันนี้กลไกท้องถิ่น มีความพร้อม มีบุคลากร รู้พื้นที่ละเอียด เข้าถึงได้ดีที่สุดกว่ากลไกหน่วยงานอื่น ในระบบราชการ หากรู้จักใช้ประโยชน์จะมีผลดีต่อทุกภาคส่วน นั่นหมายถึง ประชาชนและประเทศชาติส่วนรวม เท่าเทียม ทั่วถึงและเป็นธรรม

5 ท้องถิ่นไหนพร้อมให้เขาทำเพราะนั่นคือเขาเข้มแข็งท้องถิ่นไหนไม่พร้อมส่วนกลางก็ดำเนินการเองหรือช่วยเหลือ ก็แค่นั้นไม่ยากอะไร เป็นเรื่องดี ที่ทุกภาคส่วนจะลุกขึ้นมา ร่วมมือกัน

6 อนาคต วัคซีนจะเป็นเรื่องปกติหาซื้อไม่ได้ยากอะไรแบบวัคซีนทั่วไปในอดีต โรคระบาด ไม่ใช่เพิ่งเคยเกิดครั้งแรกในประวัติศาสตร์มันเกิดมาแล้วหลายครั้ง

7 ความมั่นใจของประชาชนที่ต้องรอความหวังจากวัคซีน ที่จะทำให้วิถีชีวิตปกติกลับคืนมาเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน พื้นที่ไหนพร้อมทำก่อน นั่นคือ เศรษฐกิจ สังคม การทำมาหากินจะกลับคืนมาสู่ประชาชน

8 ส.ส. นักการเมืองคนไหน ยังมีความคิดว่า ทุกอย่างคือภาระของรัฐบาลกลาง คุณอย่าไปหาเสียงหรือลงเลือกตั้งนายก อบจ เทศบาล หรืออบต นั่นเพราะคุณยังไม่เข้าใจคำว่า การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ลดอำนาจส่วนกลางลง กระจายอำนาจสู่ประชาชน ท้องถิ่นเข้มแข็ง คือความสำเร็จของประชาชนที่แท้จริง ปล. เป็นนายกอบต. ไม่มีฟลุ๊คแบบเป็น สส.บัญชีรายชื่อนะครับ

ล่าสุด นายธนาธร โพสต์ข้อความอีกว่า คืนนี้ 3 ทุ่มเจอกันทางเฟซบุ๊กไลฟ์ “วัคซีนพระราชทาน : ใครได้ใครเสีย?”

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่นายธนาธร โพสต์ว่า “วัคซีนพระราชทาน : ใครได้ใครเสีย?” เราจึงได้พาย้อนไปที่ บริษัท สยามไบไซเอนซ์ จำกัด (Siam Bioscience) บริษัทผู้ผลิตวัคซีนหนึ่งเดียวของไทย จากพระราชปณิธานในหลวง ร.9 ซึ่งจะเป็นอีกส่วนสำคัญจะทำให้คนไทยมีวัคซีนใช้อย่างรวดเร็ว เพราะเป็นบริษัทเดียวที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก บริษัท แอสตราเซนเนก้า และมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ที่มีการจองและผลิตวัคซีนโควิดถึง 26 ล้านโดส

และนับเป็นข่าวดีของคนไทยที่จะได้ใช้วัคซีนในราคาต้นทุน ที่อยู่บนหลักการ No Profit No Less Principle หรือการไม่แสวงหากำไร โดยไทยได้ซื้อมาในราคาโดสละ 5 ดอลลาร์ หรือประมาณ 151 บาทต่อหลอดเท่านั้น หากเป็นผู้ผลิจรายอื่นจะมีราคาสูงกว่านี้ เช่น ที่สหภาพยุโรปทำข้อตกลงซื้อวัคซีนโควิด-19 กับไฟเซอร์และไบโอเอ็นเทค ในราคาโดสละ 18.34 ดอลลาร์

26 ล้านโดส สำหรับคนไทย 13 ล้านคนนั้นเป็นเพียงการผลิตเบื้องต้น ซึ่งจริง ๆ แล้วคาดว่าบริษัทจะสามารถผลิตวัคซีนได้ปีละกว่า 180-200 ล้านโดส หรือเฉลี่ยเดือนละ 15 ล้านโดส เมื่อผลิตได้แล้ว กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข จะจัดซื้อและกระจายให้กลุ่มเป้าหมายต่อไป ส่วนวัคซีนที่เหลือจะมีการทยอยส่งออกให้ประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนต่อไป

สำหรับ บริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด มาจากพระราชปณิธาน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยทรงพระราชทานพระราชดำรัสเรื่องสุขภาพของประชาชน ด้วยทรงเห็นว่า “คน” เป็นปัจจัยสำคัญที่จะพัฒนาประเทศ สร้างความพอมี พอกิน และทรงให้ความสำคัญในการฟื้นฟูปัญหาสุขภาพของประชาชน เพื่อการพัฒนาประโยชน์สุขให้เกิดกับส่วนรวมและประเทศชาติ

บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2552 โดยทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ถือหุ้น 100% ด้วยทุนจดทะเบียน 5,000 ล้านบาท ประกอบด้วย 2 บริษัทหลักคือ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด และบริษัท เอเพ็กซ์เซล่า จำกัด

จุดนี้เอง จึงเกิดคำถามย้ำไปถึงนายธนาธร ที่ต้องการจะจัด เฟซบุ๊กไลฟ์ในหัวข้อ “วัคซีนพระราชทาน : ใครได้ใครเสีย?” นั้นตั้งขึ้นมาได้อย่างไร หรือแท้จริงแล้ว 3 ทุ่ม วันที่ 18 ม.ค. 2564 นี้ ต้องการที่จะวกเข้ามาโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์? ทั้งที่เคยแสดงความไม่รู้ข้อเท็จจริงเรื่องวัคซีนท้องถิ่นมาแล้ว