ชูวิทย์แอปหล่อ แขวะแอปหมอชนะ-ลุงตู่ เป็นคนไทยทำอะไรก็ผิด!ย้อนประวัติอดีตเสี่ยอ่างเคยทำอะไรถูก?

1642

จากที่เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2564  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงหลังปีใหม่ต้องใช้ระยะเวลากี่วันจึงจะประเมินสถานการณ์ได้การแพร่ระบาดของโควิดได้

โดยพล.ประยุทธ์ ระบุว่าต้องประเมินทุกวันและจะดู 14-15 วัน เพราะเป็นระยะปลอดภัย ซึ่งถ้าทุกคนรู้ว่ามีความเสี่ยงอยู่ก็ขอให้อยู่บ้าน 14-15 วัน โดย Work from Home และอย่างอื่นก็ปิดหมด ซึ่งเราก็ไม่อยากล็อกดาวน์ทั้งประเทศ เพราะรู้ว่าปัญหามันคืออะไร ดังนั้น ต้องล็อกดาวน์ตัวเองให้ได้ แต่ถ้ายังไปมาหาสู่กันทั้งหมดก็ตรวจสอบคนทั้ง 70 ล้านคนไม่ไหว

ต่อมา 7 มกราคม 2564 นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศบค.กล่าวถึงแอปพลิเคชั่น ถ้าประชาชนในพื้นที่ควบคุม ไม่ดาวน์โหลดหมอชนะ จะมีความผิดและต้องรับโทษ พร้อมขอโทษในการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน

ล่าสุดวันนี้ 8 มกราคม 2564  นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ อดีตหัวหน้าพรรค และอดีตส.ส.พรรครักประเทศไทย ได้ออกมาโพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กถึงกรณีดังกล่าว โดยมีเนื้อความในทำนองสร้างประเด็นดราม่าว่า เกิดเป็นคนไทย ทำอะไรก็ผิด เป็นคนดีประเทศไทย มันช่างลำบากเสียเหลือทน!

อันที่จริงแล้ว เชื้อโควิดที่แพร่กระจายอยู่ทุกวันนี้ มันเกิดจากการละเลยของฝั่งเจ้าหน้าที่รัฐโดยทั้งสิ้น หาใช่ชาวบ้านเดินดินกินข้าวแกงแต่อย่างใด ไม่ว่าบ่อนการพนัน ที่ปล่อยให้มีการมั่วสุม เพราะไปไล่เก็บส่วยลงกระเป๋าส่งให้นาย หรือแม้กระทั่งนายสั่งมาให้เก็บ

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

ทั้งปล่อยให้แรงงานต่างด้าวลักลอบเข้าประเทศ ก็เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่อีกเช่นกัน ที่ปล่อยปละให้มีผลประโยชน์นอกในกันมานาน จนกลายเป็นเรื่องปกติ ไม่มีเลยสักเรื่องเดียวที่เป็นความผิดของชาวบ้าน สุจริตชน คนทำงานเสียภาษี จ่ายเงินประกันสังคม พนักงานออฟฟิศ หาเช้ากินค่ำ เกษตรกร พ่อค้าแม่ค้า คนธรรมดาเดินดินทั่วไป แต่กลับจับเจ้าหน้าที่ ที่ปล่อยให้มีสิ่งผิดกฎหมายอันทำให้โควิดแพร่ระบาดไม่ได้สักคน!

ซ้ำเวลาไปตรวจหาบ่อนยังตอบหน้าตายว่า เป็นโกดังร้างบ้าง ไปตรวจแล้วไม่พบอะไรบ้าง หรือมีเหลือแต่โพยไพ่เผาทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า เหมือนกับว่า “แหม! มาช้าไปหน่อย คลาดกันนิดเดียว ถ้ามาเร็วกว่านี้ เสร็จ! โดนจับแน่นอน” ก็ขนาดที่ดอนเมือง ตำรวจไปถึงไม่พบคนเล่นสักคน มีแต่โต๊ะ อุปกรณ์เต็ม เพราะบ่อนมีสายพรายกระซิบ จึงบอกให้คนเล่นกลับบ้านก่อนตำรวจมา หาใครผิดไม่ได้แม้แต่คนเดียว!

แถมแถวลาดกระบัง ยังมีการขนโต๊ะบาคาร่า แล้วดันทำร่วงลงกลางถนนเป็นหลักฐานประจานโจ้งๆ ชาวบ้านยังรู้เลยว่า มาจากบ่อน “เฮียเส่ย” หลังตลาดจินดา ไม่ไกลจากที่โต๊ะหล่นหรอก ก็ทำเป็นว่า เร่งหาที่มาว่ามาจากไหน ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าให้รีบขนออกก่อนค่อยเข้าไปตรวจ เพื่อให้ประชาชนคนดีเห็นว่าท่าทีดูขึงขังไล่ตามจับผู้ทำผิดกฎหมายอยู่ให้ได้ แต่เปล่า! จริงๆ ก็ยังหาไม่เจอสักคนเหมือนเดิม

คนเล่นละครระดับนี้ ล้วน “มืออาชีพเรียกพี่” กันทั้งสิ้น ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ใหญ่บ้านเมืองก็ดันให้ท้ายบอกว่า “ไม่มี หากมี เจ้าหน้าที่ก็ต้องจับ” กำปั้นทุบดินเสียจริงๆ หากไม่พูดเสียยังดีกว่ามาแถสีข้างเล่นให้ชาวบ้านระอา

แต่พอถึงทีหันมาหาชาวบ้าน ออกระเบียบสารพัดขู่ ไม่ทำนั่น ไม่ทำนี่ ผิดติดคุกกันหัวโต รีบกิน รีบเลิก รีบนอน รีบกลับบ้าน จะข้ามจังหวัดเสี่ยงต้องเข้าคิวขออนุญาต ไม่โหลดแอพในมือถือก็ผิด จนคนทนไม่ไหวร้องโวยวาย ถึงยอมถอยว่า “โทษที ปากไว ทำเข้าใจผิด”

แล้วยังเจอวลี “กักตัวเองอยู่บ้านสัก 14 วันสิ หากกลัวติดเชื้อกันมากนัก” จากผู้ยิ่งใหญ่หอคอยงาช้าง จนชาวบ้านบอก หากอยู่บ้านเฉยๆ จะเอาอะไรยาไส้กินกัน?  ส่วนโรงเรียน สถานศึกษาก็ปิด ต้องให้เรียนออนไลน์ ปิดสารพัดปิดที่ถูกกฎหมาย เพื่อป้องกันโควิดลุกลาม จนชาวบ้านกระเป๋าแฟบ ธุรกิจการค้านิ่งสนิท เด็กนั่งๆ นอนๆ อยู่บ้าน

ทั้งนี้เพราะคนดีๆ ทั้งหลายเขาเข้าใจ ยอมทน หลีกเลี่ยงโควิด ทำตามที่รัฐออกระเบียบมาทุกประการ แต่ต้นเหตุโควิดรอบนี้ มันมาจากคนทำผิดกฎหมาย ไม่ว่าบ่อน แรงงานเถื่อน การปล่อยปละละเลยของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นบรรดาท่านๆ ที่หลับหูหลับตาข้างหนึ่ง ปล่อยให้สิ่งผิดกฎหมายเต็มบ้านเต็มเมือง จนต้องไปออกกฎให้เดือดร้อนชาวบ้านร้านค้ากันไปทั่วประเทศมิใช่หรือ? มันใช่ความผิดของประชาชนคนไทยเสียที่ไหนครับท่าน?  เห้ย! เป็นคนดีประเทศไทยนี่ช่างเหนื่อยหัวใจเหลือทน เป็นคนชั่วนี่มันง่ายกว่าแยะเลย

อย่างไรก็ตามหากย้อนดูประชีวิตของนายชูวิทย์ มีความน่าสนใจ ชวนนำมาศึกษาเป็นอย่างยิ่ง โดยขอหยิบมาบางส่วนเสี้ยวที่น่าสนใจ โดยชูวิทย์ จบการศึกษาจากสหรัฐอเมริกา ทำธุรกิจของตัวเองเช่น สร้างหมู่บ้านจัดสรร และเปิดอาบอบนวดชื่อ วิคทอเรีย ซีเคร็ท และขยายกิจการจนเป็นเจ้าของอาบอบนวด 6 แห่ง ในเครือเดวิสกรุ๊ป และก่อตั้งมูลนิธิต้นตระกูลกมลวิศิษฎ์ ให้การสนับสนุนก่อสร้างป้อมยามที่พักเจ้าหน้าที่ตำรวจตามแยกไฟแดง

ต่อมาได้เกิดความขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ออกมาเปิดเผยเรื่องส่วย เป็นเรื่องที่เกรียวกราว จนได้รับฉายาว่า เสี่ยอ่าง หรือ จอมแฉ จนเกิดผลกระทบกับธุรกิจอาบอบนวด ถูกคดีค้าประเวณีเด็กหญิง อายุต่ำกว่า 18 ปี ในสถานอาบอบนวด แต่ศาลสั่งยกฟ้อง เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ

ชูวิทย์ยังเป็นเจ้าของที่ดินขนาด 7 ไร่ อันเป็นที่ตั้งของ “สวนชูวิทย์” เคยเกิดกรณีการขับไล่เป็นข่าวใหญ่เมื่อปี 2546 เป็นการรื้อทำลายร้านค้าบาร์เบียร์จำนวนกว่าร้อยร้านค้า ปัจจุบันชูวิทย์เปิดเป็นสวนให้ประชาชนทั่วไปเข้าใช้บริการ ที่ดินแปลงดังกล่าวมีมูลค่ามากกว่า 5,500 ล้านบาท

จากนั้น ชูวิทย์ได้ลงสมัคร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2547 ไม่ได้รับเลือกตั้ง แต่ได้คะแนนเสียงกว่าสามแสนคะแนน และได้คะแนนมาเป็นลำดับที่ 3 ต่อมาเข้าร่วมกับพรรคชาติไทยและรับตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคชาติไทยโดยในระยะแรกๆ เคยมีข่าวขัดแย้งกับ จณิสตา ลิ่วเฉลิมวงศ์ ส.ส.หญิงของพรรคชาติไทย โดยมีข่าวว่า จณิสตา ไม่ยอมรับในตัวชูวิทย์ ที่เคยประกอบธุรกิจอาบอบนวดมาก่อน

ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2550 ชูวิทย์ ประกาศจะไม่ขอลงเลือกตั้ง หลังได้รับการจัดสมัครรับเลือกตั้งแบบรายชื่อเป็นลำดับที่ 2 ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยลำดับที่ 1 พลเอก อัครเดช ศศิประภา อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด และเชื่อว่าตนเองจะไม่ได้รับการเลือก รวมทั้งได้โจมตีการบริหารพรรคของบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคด้วย

2 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ชูวิทย์ ไปออกรายการเที่ยงวันทันเหตุการณ์ของสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ในช่วงเกาะประเด็นร้อน แกะประเด็นลึก โดยมีวิศาล ดิลกวณิช เป็นพิธีกร หลังจบช่วงดังกล่าว ชูวิทย์เข้าทำร้ายร่างกายวิศาล โดยยอมรับในการกระทำ และอ้างว่าทำไปเพราะโมโหที่วิศาลถามคำถามไม่เป็นธรรมแก่ตน และแสดงกิริยาไม่ให้เกียรติ ส่วนวิศาลได้เข้าแจ้งความที่ สน.ทองหล่อ และพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลสมิติเวช

28 มกราคม 25 59 ได้เกิดคดีกลุ่มชายฉกรรจ์รื้อบาร์เบียร์ย่านสุขุมวิท ซึ่งชูวิทย์ ตกเป็นจำเลยคนสำคัญถูกส่งตัวเข้าเรือนจำ หลังศาลฎีกาพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา จากเหตุการณ์รื้อบาร์เบียร์ย่านสุขุมวิทซอย 10 เมื่อปี 2546

โดยคำตัดสินของศาลฎีการะบุว่า การกระทำของจำเลยไม่ยำเกรงกฏหมายบ้านเมืองถือว่ามีพฤติกรรมร้ายแรง แต่นายชูวิทย์ ได้ชดเชยให้ผู้เสียหายบางส่วนและนำที่ดินทำเป็นสวนสาธารณะ จึงลดโทษจากที่ศาลอุทธรณ์ให้จำคุก 5 ปี เหลือ 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา

21 มิถุนายน 2561 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดพิจารณาคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ยื่นคำร้องว่านายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรครักประเทศไทย ไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.

ทั้งนี้โดยศาลเห็นว่า จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จหรือปกปิด พิพากษาจำคุก 2 เดือนห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง 5 ปี นับแต่วันที่ 9 ธ.ค. 2556  แต่การรับสารภาพเป็นประโยชน์ ลดโทษกึ่งหนึ่งคงจำคุก 1 เดือน แต่จำเลยเคยรับโทษจำคุกเกิน 6 เดือน ซึ่งไม่ใช่คดีหมิ่นประมาทหรือลหุโทษ และพ้นโทษมาไม่เกิน 5 ปี จึงไม่อาจรอการลงโทษได้ แม้นายชูวิทย์จะยื่นหลักทรัพย์ 2 แสนบาทประกันตัว แต่ศาลไม่อนุญาต จึงถูกเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัวเข้าเรือนจำ