ม็อบหนุนทรัมป์ ปรากฎธงสัญลักษณ์ “เหยียดเชื้อชาติ” ยุคสงครามกลางเมือง!?!

1100

จากกรณีที่เกิดเหตุกลุ่มผู้ที่สนับสนุนโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ รวมตัวกันประท้วงการประชุมสภาคองเกรสสหรัฐ เพื่อยืนยันผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่นายโจ ไบเดน

ตัวแทนจากพรรคเดโมแครต คว้าชัยชนะไปได้ ทางกลุ่มผู้ชุมมนุมซึ่งทรัมป์ เป็นผู้เรียกร้องให้ออกมาชุมนุมกดดันการยืนยันผลการนับคะแนนเลือกตั้งประธานาธิบดีก่อนหน้านี้ ได้บุกเข้าไปในตัวอาคารจนต้องปะทะกับเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน

โดยเจ้าหน้าที่ต้องใช้สเปรย์พริกไทย และมีรายการการใช้แก๊สน้ำตาจนเกิดเสียงดังและมีกลุ่มควันลอยคละคลุ้งบริเวณอาคารท่ามกลางสถานการณ์ที่วุ่นวายและยังมีกลุ่มผู้ชุมนุมบุกเข้าไปในห้องประชุมวุฒิสภาด้วย ซึ่งสามารถยับยั้งการรับรองโจ ไบเดนได้สำเร็จ ในขณะที่ทางด้าน สมาชิกสภานิติบัญญัติได้รับหน้ากากป้องกันแก๊สน้ำตาเพื่อป้องกันตัวเองจากแก๊สน้ำตาขณะที่พวกเขารีบไปที่ปลอดภัยและละทิ้งพิธีการกลางคัน จากเหตุการณ์ดังกล่าว ได้มีรายงานว่า ขณะนี้มีผู้เสียชีวิต 5 รายในพื้นที่รัฐสภา และอีก 52 รายถูกจับกุม นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและประชาชนอีกหลายรายได้รับบาดเจ็บ

ซึ่งในเหตุการณ์บุดยึดรัฐสภาในครั้งนี้ มีผู้ชุมนุมที่สนับสนุนโดนัล ทรัมป์ ถือธงสมาพันธรัฐเข้าไปในรัฐสภา ซึ่งเป็นธงสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงการเหยียดเชื้อชาติและการใช้แรงงานทาส เกิดขึ้นในสมัยประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น ซึ่งมีส่วนเกี่ยวโยงกับสงครามกลางเมืองกับฝ่ายสมาพันธรัฐ ซึ่งในครั้งนั้น ลินคอล์น ได้ประกาศต่อต้านการขยายอาณาเขตระบบทาส นอกจากนี้ ยังมีภาพปรากฎของชายที่แต่งตัวโดยใส่หมวกเขาควาย เข้าร่วมม็อบในครั้งนี้ด้วย

สำหรับการเกิดสงครามการเมืองในครั้งนั้น หลังจากการขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 16 ของอับราฮัม ลินคอล์น นโยบายเด่นๆที่ประชาชนในช่วงนั้นรู้กันดีก็คือ “นโยบายให้ทาสเป็นอิสระ” เพราะลินคอล์นนั้นเชื่อว่า มนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน ตามคำประกาศอิสรภาพของอเมริกาเมื่อเกือบศตวรรษก่อน ทำให้เกิดความขัดแย้งกันระหว่างรัฐทางเหนือซึ่งเป็นรัฐที่เห็นด้วยกับการยกเลิกทาส กับรัฐทางใต้ที่ไม่เห็นด้วย ความขัดแย้งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆทำให้รัฐทางใต้ขอประกาศแยกตัว เกิดเป็น “สมาพันธรัฐอเมริกา” นำโดยเจฟเฟอร์สัน เดวิส อดีตสว. แล้วได้ทำการประกาศสงครามกับรัฐทางเหนือนำโดยอับราฮัม ลินคอล์น สงครามกลางเมืองอเมริกาจึงได้เริ่มต้นขึ้นในปีค.ศ. 1861 หลังลินคอล์นดำรงตำแหน่งได้เพียง 40 วัน

ในช่วงปีแรกของสงคราม ฝ่ายเหนือได้ถูกบุกหนักและแพ้อยู่หลายครั้งต่อนายพลโรเบิร์ต อี. ลี นายพลของฝ่ายใต้ แต่ฝ่ายเหนือก็สามารถตอบโต้ได้ด้วยชัยชนะครั้งแรกที่แมรีแลนด์ หลังจากนั้นลินคอล์นก็ได้ทำการประกาศอิสรภาพให้กับเหล่าทาสในรัฐทางเหนือรวมถึงบางรัฐทางใต้ นั่นทำให้ฝ่ายใต้ไม่พอใจแล้วบุกหนักขึ้นไปอีก นำไปสู่สมรภูมิที่เป็นจุดเปลี่ยนและดุเดือดที่สุดของสงครามในปี 1863 ที่เมืองเกตทีสเบิร์ก รัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่งรบกันถึง 3 วันมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตกว่า 40,000 คน เป็นฝ่ายเหนือที่สามารถพลิกเอาชนะฝ่ายใต้และกลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบในสงคราม หลังจากนั้น 2 ปี ฝ่ายเหนือสามารถยึดครองเมืองต่างๆของฝ่ายใต้เรื่อยๆ ทำให้ลินคอล์น ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่ออีกสมัย จนในที่สุดเมื่อฝ่ายเหนือสามารถยึดริชมอนด์ เมืองหลวงของฝ่ายใต้ได้ นายพลโรเบิร์ต ได้ประกาศยอมแพ้ ปิดฉากสงครามกลางเมืองลงในปี 1865 ที่ยาวกว่า 4 ปีลงได้ในที่สุด

 

ซึ่งเป็นที่ตั้งข้อสังเกตว่า ธงสัญลักษณ์ดังกล่าวที่ปรากฎในม็อบสหรัฐฯ ซึ่งธงสัญลักษณ์ของสมาพันธรัฐอเมริกา หรือกองทัพฝ่ายใต้ในสมัยสงครามกลางเมือง ซึ่งกำลับมาเป็นประเด็นถกเถียงอย่างกว้างขวางในสหรัฐอีกครั้ง จากกรณีการเสียชีวิตของนายจอร์จ ฟลอยด์ ชายผิวสี ระหว่างถูกตำรวจผิวขาวจับกุม ที่รัฐมินนิโซตา เมื่อปลายเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดการประท้วงรุนแรงทั่วสหรัฐ และลุกลามไปสู่อีกหลายประเทศด้วย