สุดยื้อสงครามโลก3!! รัสเซียเตือนอาจปะทะ NATO ในแนวรบอาร์คติก ขณะบุกคาร์คิฟ ตะวันออกยูเครน

758

สมรภูมิยูเครนในเมืองมาริอูโปลค่อนข้างชัดเจนว่า รัสเซียควบคุมได้เป็นหลักจึงได้ออกคำประกาศชัดเจน กล่อมทหารให้เข้ามอบตัวแล้วจะไว้ชีวิตดูแลไม่เข่นฆ่าทำร้าย ตรงข้ามกับผู้นำยูเครนสั่งสวนทาง ใครยอมแพ้จะถูกประหาร นอกจากนั้นยังได้เผยแพร่การเดินทัพยานเกราะเข้าเมืองอย่างชัดเจน  แต่ทางยูเครนยังประกาศไม่จริงจะสู้สุดฤทธิ แล้วก็ขอเงินช่วยจากนาโต้อีกหลายพันล้านดอลลาร์

ล่าสุดไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา มีรายงานเกิดการโจมตีอย่างต่อเนื่องในคาร์คิฟ เมืองใหญ่อันดับ 2 ทางตะวันออกเฉียงเหนือของยูเครน ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 รายและบาดเจ็บ 13 ราย ในขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัสเซียได้วิเคราะห์การเคลื่อนไหวของนาโต้ในย่านอาร์กติกว่า ขยับต่อเนื่องมากอย่างผิดสังเกตุ และเตือนว่าสมรภูมิที่รัสเซียจะต้องเผชิญหน้ากับนาโต้ที่แท้จริงอาจเป็นที่อาร์กติก แม้โปแลนด์จะออกหน้าขอลุยก่อนก็ตาม

วันที่ 18 เม.ย.2565 สำนักข่าวเอเอฟพีและรอยเตอร์รายงานสถานการณ์การสู้รบระหว่างยูเครนและรัสเซีย เมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 เม.ย.ที่ผ่านมาว่า เกิดการโจมตีหลายครั้งในเมืองคาร์คิฟ เกิดไฟไหม้ในหลายจุดทั่วเมือง มีการยืนยันยอดผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 รายและบาดเจ็บ 13 คน จากเหตุครั้งนี้

ผู้สื่อข่าวในที่เกิดเหตุให้ข้อมูลว่า ได้ยินเสียงระดมยิงเข้ามา 2 ครั้งและพบเห็นไฟไหม้ 5 จุดกระจายทั่วพื้นที่อยู่อาศัยใจกลางเมืองคาร์คิฟ หลังคาของอาคารหลายหลังถูกแรงระเบิดทำลาย ส่งผลให้มีเศษซากตกเกลื่อน  รถดับเพลิงวิ่งไปทุกทิศทุกทางรอบเมืองและเจ้าหน้าที่ดับเพลิงทำงานอย่างหนักเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ในอาคาร เกิดความโกลาหลบนท้องถนน ทั้งผู้คนที่พยายามหลบหนีเอาตัวรอดและรถยนต์ที่เร่งรีบขับออกจากที่เกิดเหตุ

นับตั้งแต่ถอนตัวจากการรุกทางเหนือที่กรุงเคียฟ รัสเซียได้ขยายขอบเขตการโจมตีไปทางฝั่งตะวันออกของยูเครนแทน รวมถึงเมืองชายแดนอย่างคาร์คิฟ ที่อยู่ห่างเขตแดนของรัสเซียเพียง 21 กิโลเมตร

ในวันเดียวกันทางฝ่ายรัสเซีย สำนักข่าวรัสเซียทูเดย์และทาซซ์รายงานว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัสเซียกล่าวว่า กิจกรรมที่เพิ่มขึ้นของพันธมิตรนาโต้ที่นำโดยสหรัฐฯในย่านอาร์กติก ทำให้เกิดความสุ่มเสี่ยงด้านความปลอดภัยและนิเวศวิทยาในภูมิภาค 

นิโคไล คอร์ชุนอฟ ตัวแทนอาวุโสของรัสเซียของสภาอาร์กติก(Russian representative to the Arctic Council, Nikolay Korchunov) เปิดเผยในการให้สัมภาษณ์สำนักข่าวทาซซ์ที่เผยแพร่เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

เขากล่าวว่า“การทำให้กิจกรรมทางทหารของพันธมิตรนาโต้ในย่านอาร์คติก ซึ่งเกี่ยวข้องกับรัฐที่ไม่ใช่สมาชิกนาโต้ มันเพิ่มความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่ไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งนอกจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัยแล้ว ยังสามารถก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อระบบนิเวศของอาร์คติกที่เปราะบางอยู่แล้วได้” 

กลุ่มที่นำโดยสหรัฐฯ ได้เพิ่มกิจกรรมในภูมิภาค โดยการซ้อมรบทางทหารครั้งใหญ่ขึ้น NATO ได้ส่งทหาร 30,000 นาย เรือ 50 ลำ และเครื่องบิน 200 ลำ จาก 27 ประเทศสมาชิกในนอร์เวย์ เพื่อดำเนินการซ้อมรบ Cold Response ที่มีการวางแผนระยะยาว ซึ่งเริ่มในเดือนมีนาคมและสิ้นสุดจนถึงเดือนเมษายน 2565

เว็บไซต์ของนอร์วีเจี้ยน อาร์มฟอร์ซ(Norwegian Armed Forces) อธิบายว่า”การฝึกครั้งนี้จะทำให้กองกำลังของนอร์เวย์และพันธมิตรสามารถปฏิบัติการร่วมกันที่ซับซ้อนได้ในสภาพแวดล้อมที่มีความต้องการสูง

คอร์ชุนอฟกล่าวว่า“การซ้อมรบขนาดใหญ่ของพันธมิตรเกิดขึ้นทางตอนเหนือของนอร์เวย์ ซึ่งในความเห็นของเรา ไม่ได้มีส่วนในการสร้างหลักประกันความมั่นคงในภูมิภาคแต่อย่างใดแต่มีวาระซ่อนเร้นทางทหาร” 

 

การซ้อมรบครั้งนี้ เกิดอุบัติเหตุเครื่องบินมารีน วี-22บี ออสสเปรย์(Marine V-22B Osprey) ของนาวิกโยธินสหรัฐฯตก ใบพัดเอียงตกลงไปในทิวเขาที่ห่างไกล คร่าชีวิตผู้คนไป 4 คน

นอกเหนือจากกิจกรรมทางทหารโดยตรงของกลุ่มแล้ว การขยายศักยภาพไปทางเหนือยังสร้างความเสี่ยงเพิ่มเติมสำหรับภูมิภาคอาร์คติก คอ์ชุนอฟเชื่อว่า ทั้งสวีเดนและฟินแลนด์ ซึ่งใช้นโยบายไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดมาเป็นเวลาหลายสิบปี แต่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกลุ่มพันธมิตรนาโต้ที่นำโดยสหรัฐฯ ถูกกล่อมให้เข้าร่วมอย่างเป็นทางการหลังจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน

คอร์ชุนอฟกล่าวว่า“การขยายตัวของ NATO ด้วยค่าใช้จ่ายของประเทศที่ไม่ใช่กลุ่มสมาชิก ตามประเพณีจะไม่ส่งผลต่อความมั่นคงและความไว้วางใจซึ่งกันและกันในอาร์คติก ที่รัสเซียสนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดมา แต่ความเคลื่อนไหวทางทหารหลายครั้งเริ่มส่งสัญญาณบางอย่างที่น่ากังวล”

การโจมตีทางทหารของรัสเซียขนาดใหญ่ที่เริ่มขึ้นในยูเครนเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ยังถูกใช้เป็นข้ออ้างในการขัดขวางการทำงานของสภาอาร์คติก 

คอร์ชุนอฟกล่าวว่า “ต้นเดือนมี.ค.2565ที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกา แคนาดา เดนมาร์ก ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน และฟินแลนด์ ระงับการเข้าร่วมในสภา โดยอ้างถึงปฏิบัติการทางทหารพิเศษของรัสเซียในยูเครน”

พร้อมกล่าวเสริมว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะรับประกันการพัฒนาที่ยั่งยืนของอาร์คติกอย่างมีประสิทธิภาพโดยปราศจากรัสเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีสัดส่วนประมาณ 60% ของชายฝั่งอาร์คติกและเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งของภูมิภาค

และการเคลื่อนไหวเหล่านี้ทำให้รัสเซียต้องตัดสินใจ แจ้งให้ฟินแลนด์และสวีเดนรู้ว่า จะมีการตัดตั้งขีปนาวุธนิวเคลียร์ติดรั้วบ้านพวกเขาแน่เมื่อนาโต้รับเข้าเป็นสมาชิกอย่างเปิดเผย เท่ากับเป็นการแสดงท่าทีโจ่งแจ้งในการรุกคืบคุกคามรัสเซียโดยตรง

สงครามในยูเครนยังไม่มีแนวโน้มที่จะสงบลงโดยง่าย แต่เค้าลางจุดว๊าปไฟที่หลายฝ่ายไม่คาดคิดเริ่มเปิดเผยออกมามากขึ้น การที่รัสเซียส่งเสียงเตือนดังๆถึงภูมิภาคอาร์คติกอาจไม่ต้องสงสัย เพราะเป็นแหล่งทรัพยากรน้ำมันมหาศาลที่รัสเซียยังสามารถขุดไปใช้และมีแผนจะส่งขายไปทางตะวันออกอย่างชัดเจน

หลายฝ่ายต่างเริ่มกังวลว่า ความหวังที่หลังสงครามยูเครนจบสิ้นลง จะหลงเหลือเพียงสงครามเย็นระหว่างสองขั้วอำนาจ สหรัฐ-ตะวันตกและรัสเซีย-พันธมิตรตะวันออกนั้น อาจไม่เป็นเช่นนั้น  จากสงครามเย็นยกระดับสู่สงครามร้อนแรงเข้าสู่สงครามโลกครั้งใหม่เร็วกว่าที่คาด  เพราะณ เวลานี้จุดวาปไฟทั้งในยุโรป และเอเชีย-แปซิฟิกถูกกระตุ้นความขัดแย้งโดยสหรัฐ อย่างต่อเนื่อง???