เปิดลึก! ทำไมชาวยูเครนชื่นชมกองทัพรัสเซีย แต่รังเกียจทหารปท.ตัวเอง ขณะโลกตาสว่างความจริงนาโต้

1401

จากกรณีที่เพจ World Update ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีที่ทหารรัสเซีย ช่วยอพยพชาวบ้านยูเครน ออกจากพื้นที่ทางการทหาร โดยอ้างอิงจาก กลาโหมรัสเซีย และสำนักข่าว ANNA news โดยบอกว่า

ในขณะที่สื่ออังกฤษสำนักข่าวดังกำลังประโคมข่าวเปิดโปงแฉทางการยูเครนว่าเป็นผู้สังหารหมู่ประชาชนในเมืองบูชา ชานกรุงเคียฟ กว่า 400 ราย (เจ้าหน้าที่ยูเครนอ้างว่าเป็นการประหารชีวิตผู้ทรยศชาติที่สนับสนุนรัสเซีย) และสื่ออิตาลี แฉหลักฐาน Serial Number ด้านข้างของซากจรวดที่กองทัพยูเครน ยิงใส่ประชาชนหลายพันคนที่รอ อพยพที่สถานีรถไฟครามาทอร์สก์ ภูมิภาคดอนบาส เสียชีวิต 52 ราย (ทางการยูเครนไม่ปฏิเสธแก้ตัวต่อสื่อและนิ่งไปเฉยๆ) ทำให้ความน่าเชื่อถือข่าวสารจากทางการยูเครน ไม่เหลือเครดิตใดอีกแล้วตราบที่ยังเคลียร์ 2 ปมนี้ไม่ได้
ส่วนฝ่ายทหารยูเครนนั้น ขาดขวัญกำลังใจ เสบียง อาวุธที่ NATO ส่งมาให้ก็ถูกกองทัพรัสเซียทำลาย และยึดไปจนหมด จึงเหลือศักยภาพเพียงการรบแบบกองโจรเท่านั้น เช่น วางทุ่นระเบิดตามหมู่บ้าน ก็ถูกชาวบ้าน และเกษตรกรที่จะเพาะปลูกมาไล่ ระเบิดสะพานยิ่งทำให้ชาวบ้านจำนวนมากที่ต้องสัญจรเดือดร้อนหนักสร้างความชิงชังให้ชาวบ้านเข้าไปอีก และที่สำคัญคือฝ่ายรัฐบาลยูเครน ไม่สนับสนุนอะไรแม้แต่อาหารให้ชาวบ้าน จึงเสียแนวร่วมอย่างมาก หลายหน่วยท้อแท้จึงยอมแพ้กลับบ้านดีกว่า แม้แต่พรรคฝ่ายค้านยูเครน ยังชมเชยรัสเซียที่มีสปีริตส่งกลับทหารยูเครนให้พ่อแม่ทางบ้าน (แต่ไม่เคยได้ยินคำนี้จากรัฐบาลยูเครน)
ด้านฝ่ายรัสเซียนั้น ก็เน้นใช้ยุทธวิธีปิดล้อมเมืองเป้าหมาย กระชับพื้นที่เข้าไปช้าๆ ไม่รีบร้อน บีบให้นักรบ Azov Battalion ของ NATO ของไปรวมกันในพื้นที่จำกัดบริเวณ จากนั้นก็ส่งยุทธโธปกรณ์ และกำลังพลนักรบโดเนสตก์ และเชเชน เข้าไปช่วยเหลือชาวเมืองออกมา แม้แต่คนชราป่วยติดเตียง กองทัพรัสเซียก็ไม่ทอดทิ้ง ต้องหามกันออกมาขึ้นรถถัง และรถหุ้มเกราะไปยังโรงพยาบาลสนามจนปลอดภัย จึงได้ใจชาวบ้านไปเต็มๆ
จึงไม่ต้องแปลกใจว่าการศึกกับยูเครนในช่วงหลัง กองทัพรัสเซียไปที่ไหน ไม่เคยมีการต่อต้านจากชาวบ้านยูเครนเลย มีแต่ออกมาโบกธงตอนรับตามข้างถนน ต่างจากการเคลื่อนกำลังของกองทัพยูเครน และนักรบ Azov Battalion ของ NATO ไปทางไหน ชาวบ้านจะหลบเข้าบ้านเก็บตัวเงียบไม่มีใครกล้าแม้จะทักทายและคุยด้วย เพราะเขาอาจถูกประหารชีวิตข้างถนนฐานทรยศชาติแบบชาวเมืองบูชาอีก..นับเป็นการศึกที่แปลกมากไม่เคยพบที่ใดมาก่อนที่ประชาชนกลัวทหารของตนเอง แต่กลับไม่กลัวทหารรัสเซีย..เรื่องแบบนี้สื่อตะวันตกและสื่อไทยจะเงียบ
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ องค์กรสิทธิมนุษยชนตะวันตก ได้ออกมายอมรับแล้วว่าที่ผ่านมา กองทัพยูเครน และกองพันของ NATO ใช้ชาวบ้านยูเครน “เป็นโล่มนุษย” โดยการตั้งฐานยิงอาวุธไว้ตามอาคารที่พักอาศัยประชาชน และข่มขู่ชาวยูเครนห้ามออกจากเมือง ใครฝ่าฝืนจะถูกสังหาร โดยกองทัพยูเครนก็ยอมรับว่าเป็นเช่นนั้นจริง โดยอ้างว่า “มาตรฐานโลกใช้ที่ยูเครนไม่ได้ จะต้องใช้ชีวิตประชาชนมาปกป้องทหาร และประโยชน์ในการสู้รบ”
ดังนั้นหน้าที่สำคัญของกองทัพรัสเซีย ก็ต้องปรับเป็น “ปกป้องชีวิตชาวยูเครน จากทหารยูเครน และนักรบNATO” ทำให้ไม่อาจตะลุยแหลกให้จบๆ ไปโดยไวได้ ภาระกิจในแต่ละวันของทหารรัสเซีย กลายเป็น “ภาระกิจกู้ภัย และบรรเทาทุกข์” แทนการรบปะทะ โดยกองทัพรัสเซีย ตั้งคณะเข้าบริหารราชการในเมืองที่ถูกปลดปล่อยประชาชนปลอดภัยแล้ว
และทำนโยบายประชานิยม โดยแจกเงินให้ชาวบ้านคนละ 10,000 รูเบิ้ล พร้อมแจกอาหาร ยารักษาโรค ของใช้จำเป็นไม่อั้น เพื่อให้ชาวบ้านดำรงชีวิตพื้นฐานอยู่ได้ช่วงเปลี่ยนผ่านผู้ปกครองพื้นที่ โดยมีชาวบ้านออกมาเดินตามท้องถนนกันมากขึ้น เด็กๆ ออกมาเล่นเตะฟุตบอลกับทหารรัสเซีย และมามุงดูพร้อมขอจับมือ ชาวบ้านต่างให้สัมภาษณ์ว่า ทหารรัสเซียเป็นมิตร มนุษยสัมพันธ์ดี ไม่เหมือนสิ่งที่ทางการยูเครนบอกไว้
ในขณะที่ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2565 ทาง สำนักข่าว The Washington Post พาดหัวข่าวว่า “Russia has killed civilians in Ukraine. Kyiv’s defense tactics add to the danger.” โดยรายงานว่า กองทัพรัสเซียใช้การโจมตีทางอากาศและขีปนาวุธ ทำให้บางพื้นที่ในยูเครน มีพลเรือนเสียชีวิต
แต่สื่อมวลชน นักสิทธิมนุษยชน และนักวิชาการ ต่างก็ยอมรับว่า สาเหตุที่พลเรือนถูกลูกหลงเสียชีวิตนั้น มาจากการที่กองทัพยูเครน วางจุดยุทธศาสตร์ทางทหาร ในพื้นที่เขตชุมชนที่ไม่ได้มีการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่
ทั้งนี้ สำนักข่าว The Washington Post ระบุว่า ยังระบุว่า แม้ว่ากองทัพยูเครนจะขอความร่วมมือ ไม่ให้ถ่ายรูปจุดยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ของกองทัพยูเครน เพื่อปกป้องความลับทางทหารไม่ให้ฝ่ายรัสเซียล่วงรู้ ซึ่งทางกองทัพยูเครนได้วางจุดยุทธศาสตร์ทางทหาร เพื่อปกป้องกรุงเคียฟอย่างเต็มกำลัง แต่พื้นที่ที่มีการตั้งบังเกอร์ และพื้นที่ที่มีการติดตั้งอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมาก กลับเป็นเขตพื้นที่ชุมชน ซึ่งมีชาวบ้านอาศัยอยู่ในบริเวณนั้นด้วย แล้วตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวก็พบว่า มีการติดตั้งจรวดขีปนาวุธต่อต้านรถถัง ปืนต่อต้านอากาศยาน และรถหุ้มเกราะของกองทัพยูเครน อยู่ใกล้กับอพาร์ตเมนต์และในบริเวณเขตชุมชน
โดยนายริชาร์ด เวียร์ (Richard Weir) นักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชน และนักวิจัยด้านวิกฤตและความขัดแย้ง จากองค์กร Human Rights Watch (HRW) ชี้ว่า รัสเซียไม่สามารถทำสงครามได้ตามใจชอบ แต่การที่กองทัพยูเครนวางจุดยุทธศาสตร์ทางทหารใกล้กับเขตชุมชนแบบนี้ กลับจะเป็นอุปสรรคต่อการเอาผิดกับรัสเซีย ข้อหาก่ออาชญากรรมสงคราม
นักเคลื่อนไหว HRW ยังระบุอีกด้วยว่า กองทัพยูเครนมีหน้าที่ต้องเคลื่อนย้ายกำลังพลและอุปกรณ์ให้อยู่ห่างจากเขตชุมชนที่มีพลเรือนอาศัยอยู่ หรือจะใช้อีกวิธีหนึ่งก็คือ กองทัพยูเครนต้องอพยพพลเรือนทั้งหมดออกจากพื้นที่ที่กองทัพยูเครนจะใช้เป็นจุดยุทธศาสตร์ทางทหาร ซึ่งถ้าไม่สามารถปฏิบัติตามวิธีใดวิธีหนึ่ง แล้วนำไปสู่การสูญเสียชีวิตของพลเรือน ก็จะเข้าข่ายผิดกฎหมายระหว่างประเทศ ว่าด้วยกฎหมายสงคราม (a violation of the laws of war)
ส่วนนายวิลเลียม ชาบัส (William Schabas) อาจารย์ชาวแคนาดา จากคณะกฎหมายระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยมิดเดิลเซ็กซ์ กรุงลอนดอน ให้ความเห็นว่า เขาไม่อยากฟันธงว่ายูเครนต้องรับผิดชอบกับการสูญเสียชีวิตของพลเรือน เพราะยูเครนกำลังสู้รบเพื่อปกป้องประเทศจากผู้รุกราน แต่การที่ยูเครนเอาสนามรบมาตั้งไว้ในเขตชุมชนเช่นนี้ ก็ยิ่งทำให้พลเรือนตกอยู่ในอันตรายเป็นอย่างมาก ซึ่งยูเครนไม่ควรเอาเขตชุมชนมาใช้เป็น “โล่มนุษย์” เป็นอันขาด แต่ทั้งนี้ นายวิลเลียม ชาบัส ไม่เชื่อว่า ยูเครนจะกระทำการเช่นนั้น