วิ่งสู้ฟัด!!ประธานสภาธุรกิจไทย-รัสเซียมองส่งออก-ท่องเที่ยวตัวปั้มรายได้ ขณะก.คลังยันปี 65 จีดีพีโตพุ่ง 4%

379

รมว.กระทรวงการคลังยันปี 2565 เศรษฐกิจไทยโต 3-4% อานิสงส์บริโภคในประเทศ-ท่องเที่ยวฟื้นต่อเนื่อง ส่งออกยังแกร่ง พ่วงมาตรการรัฐเข็นเศรษฐกิจเต็มพิกัด พร้อมจับตาสถานการณ์โควิด-19 หนี้ครัวเรือนและตลาดแรงงานยังเปราะบาง ห่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน หนุนราคาสินค้าพุ่ง ขณะที่ภาคเอกชนมองว่าการส่งออกและการท่องเที่ยวยังคงเป็นความหวังปั้นรายได้ฟื้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง

เมื่อเร็วๆนี้ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง ได้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางอาเซียน (ASEAN Finance Ministers and Central Bank Governors’ Meeting: AFMGM) ครั้งที่ 8 การประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซียน (ASEAN Finance Ministers’ Meeting: AFMM) ครั้งที่ 26 และการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยการประชุมระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางอาเซียนกับสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ได้หารือในประเด็นสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและภูมิภาคอาเซียน รวมถึงแนวทางการดำเนินนโยบายของภาครัฐเพื่อให้เศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนฟื้นตัวได้อย่างเท่าเทียม ทั่วถึง และมีภูมิคุ้มกัน

ทั้งนี้ ผู้แทนสถาบันการเงินระหว่างประเทศได้เสนอแนวนโยบายเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนไว้ 3 แนวทางหลัก ได้แก่ 1.เสริมสร้างความร่วมมือในภูมิภาคเพื่อการฟื้นตัวที่แข็งแกร่ง 2.พัฒนาแนวทางในการระดมทรัพยากรภายในประเทศ อาทิ การปฏิรูปภาษี เพื่อเป็นแหล่งงบประมาณให้รัฐบาลใช้ในการดำเนินการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และ 3.เพิ่มการลงทุนเพื่อการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและทั่วถึง และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สั่งซื้อ คลิก!!
สั่งซื้อ คลิก!!

นอกจากนี้ นายอาคมยังได้กล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่คาดว่าในปี 2565 จะขยายตัวที่ 3 – 4% ต่อปี โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากแนวโน้มการฟื้นตัวของภาคการบริโภคภายในประเทศ สถานการณ์ภาคการท่องเที่ยวที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น และการส่งออกที่ขยายตัวได้ดีจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการของภาครัฐที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและยังต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่อาจยืดเยื้อ ปัญหาความเปราะบางด้านตลาดแรงงานและหนี้ครัวเรือน ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้น

รมว.การคลังยังได้เน้นย้ำความสำคัญของการระดมทรัพยากรในประเทศ เช่น การปฏิรูปภาษี การผ่อนปรนกฎเกณฑ์ด้านการคลังบางประการ เป็นต้น ในส่วนของสถาบันการเงินระหว่างประเทศต่าง ๆ ควรพิจารณาผ่อนปรนเงื่อนไขการให้กู้ยืมแก่ประเทศอาเซียน และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (Least Developed Countries) เช่น การปรับลดอัตราดอกเบี้ย และผ่อนปรนเกณฑ์การพิจารณาเงื่อนไขการปล่อยกู้ต่าง ๆ เป็นต้น เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลกในภาวะที่มีความผันผวนสูงและไม่ปกติ เพื่อให้รัฐบาลในประเทศต่าง ๆ สามารถมีพื้นที่การคลังเพียงพอในการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยภาครัฐได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและมีความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีพื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจที่ดี และพร้อมที่จะก้าวไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกันกับทั้งเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนและเศรษฐกิจโลก

ด้านภาคเอกชนโดยนายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธานสภาธุรกิจไทย-รัสเซีย กล่าวถึงสงครามรัสเซีย-ยูเครนอาจยืดเยื้อ ผลต่อเศรษฐกิจไทยแน่นอนแต่การส่งออกและการท่องเที่ยวยังมีอานิสงส์ปั้นรายได้ฝ่าภาวะกดดันรอบด้าน

นายเกรียงไกรกล่าวว่า สงครามรัสเซีย-ยูเครนยังมีความยืดเยื้อ ซึ่งใน 3 เดือน นับตั้งแต่รัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารบุกยูเครน(เริ่มตั้งแต่ 24 ก.พ. 65) ในรูปแบบของการรบเริ่มเห็นภาพชัดเจนแต่ในเรื่องของการแซงก์ชั่นรัสเซียจากสหรัฐฯ และชาติตะวันตกมองว่าจะลากยาวแน่นอน

มุมมองเรื่องนี้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่แบ่งออกเป็น 3 Scenario คือ 1.สถานการณ์ไม่บานปลายมากพอที่จะควบคุมได้จะส่งผลทำให้ราคาน้ำมันดิบอาจจะเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 100-110  ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล กรณีที่ 2 สงครามยืดเยื้อ และมีมาตรการแซงก์ชั่นต่าง ๆ เพิ่มขึ้นก็อาจจะส่งผลทำให้ราคาน้ำมันเฉลี่ยที่  110-120 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล

กรณีที่ 3 มองเลวร้ายเลย เช่นทางนาโต้ หรือสหรัฐฯส่งอาวุธไปช่วยยูเครน ทำให้สถานการณ์บานปลาย หรือมีมาตรการแซงก์ชั่นที่รุนแรงที่ทางสหรัฐฯเพิ่มมาตรการ และรัสเซียไม่ยอม อาจนำไปสู่การทำให้ราคาน้ำมันขึ้นไปแตะ 140-150 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล อันนี้ก็จะเป็นเรื่องที่เราคาดการณ์ไม่ได้

นายเกรียงไกรเสริมว่า“ตรงนี้จะส่งผลต่อจีดีพีประเทศไทย เพราะทุกวันนี้อัตราเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้น มาจากราคาพลังงาน และราคาอาหารการกินที่เพิ่มขึ้น ซึ่ง 2 หมวดนี้เป็นตัวหลัก ถ้าราคาน้ำมันขึ้นไปเยอะก็จะส่งผลต่อเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น”

วิกฤติยูเครนส่งผลกระทบภาคการผลิตและส่งออกไทย สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ1.ผลกระทบจากต้นทุน และ 2.ผลกระทบเรื่องค่าขนส่ง ในส่วนของต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น ตอนนี้หลายอุตสาหกรรมเริ่มได้รับผลกระทบทั้งต้นทุนวัตถุดิบอาหารคน วัตถุดิบอาหารสัตว์ ต้นทุนเหล็กกระป๋อง วัสดุต่าง ๆ ขณะที่ค่าขนส่งทั้งทางบก ค่าระวางเรือ ค่าขนส่งทางอากาศ ทั้งในและต่างประเทศก็เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน

ผู้ประกอบการส่งออกที่ได้รับผลกระทบโดยตรง คือพวกวัตถุดิบต่าง ๆ ในหลายอุตสาหกรรม  ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมปุ๋ยเคมี อุตสาหกรรมพวกเหล็ก โภคภัณฑ์ต่าง ๆ หรืออลูมิเนียมเหล่านี้ราคาพุ่งขึ้นไปมาก ซึ่งแต่ละอย่างมันก็ส่งผลกระทบในมุมต่างกัน แต่ขณะนี้ยังดีที่ว่าถึงแม้ราคาขึ้นไปแต่ยังพอหาของได้ แต่สิ่งที่กังวลถ้าสถานการณ์มันยืดเยื้อรุนแรงขึ้นอาจจะทำให้สินค้านอกจากราคาแพงขึ้นแล้วไม่ว่า แต่เกรงว่ามีเงินก็ยังซื้อไม่ได้ ถ้าเกิดซัพพลายเชนดิสรัปชั่น หรือซัพพลายช็อตก็จะส่งผลกระทบกับภาคการผลิตทั้งเพื่อการบริโภคในประเทศ และเพื่อการส่งออก

“อันนี้ก็จะมีผล เช่น อาหารสัตว์ ต้นทุนวัตถุดิบพวกข้าวสาลี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ราคาพุ่งขึ้นไปเยอะ ก็ส่งผลให้มีการปรับต้นทุนราคาเนื้อไก่ส่งออก ซึ่งขณะนี้ประเทศในแถบยุโรปก็มากว้านซื้อเนื้อไก่เพื่อไปตุน เพื่อเป็นความมั่นคงด้านอาหาร เพราะตอนนี้อาหารการกินที่แต่เดิมต้องพึ่งพายูเครน รัสเซีย ยุโรปต้องมาหาซื้อในประเทศอื่น ๆ แทน ซึ่งมาซื้อเนื้อไก่ ซื้ออะไรต่าง ๆ จากบ้านเราเพิ่มขึ้น”

หลายคนมองว่าเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปีนี้ เครื่องที่ 1 ก็ยังเป็นเรื่องการส่งออก แต่อย่างที่บอกสิ่งที่เป็นความกังวลในเวลานี้ก็คือเรื่องของถ้าเกิดการแซงก์ชั่นยืดเยื้อจนส่งผลทำให้ซัพพลายเชนขาดตอน ขาดวัตถุดิบ อันนี้จะเป็นปัญหาเดียว ซึ่งตอนนี้ภาคอุตฯ และผู้ประกอบการต้องรีบเร่งหาแหล่งวัตถุดิบสำรอง และดูว่าในบางอุตสาหกรรมจะหาวัตถุดิบในประเทศมาทดแทนได้หรือไม่

แต่ทั้งนี้อาจจะเป็นโอกาสในหลายอุตสาหกรรมของเราที่จะสามารถส่งไปทดแทนในประเทศที่เขาเคยสั่งนำเข้าจากรัสเซีย และยูเครน ในสินค้าอาหาร เช่น เนื้อสัตว์ เนื้อไก่ เนื้อหมู อาหารกระป๋อง ผลไม้กระป๋อง ก็จะมีความโดดเด่นขึ้นมา

แต่ว่าบางกลุ่มอุตสาหกรรมของเราอาจได้รับผลกระทบ เช่น รถยนต์ ที่กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ของ ส.อ.ท.คาดการณ์ไว้เดิมปีนี้จะส่งออกรถยนต์ได้ 9.5 แสนคัน ถึง 1 ล้านคัน มากกว่าปีที่แล้ว แต่ด้วยสถานการณที่ยืดเยื้อ ทำให้ต้นทุนทั้งเหล็ก  พลาสติก ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญของรถยนต์ราคาปรับเพิ่มขึ้น

อีกเครื่องยนต์หนึ่งที่พอจะเข้ามาช่วยเสริมในปีนี้ได้บ้าง คือเม็ดเงินจากภาคการท่องเที่ยวจากมาตรการผ่อนคลายทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยก็ผ่อนคลายเพิ่มขึ้น อาจจะช่วยให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาไทยได้ 5-6 ล้านคน หากได้ตามเป้าอย่างน้อยก็มาเติมเม็ดเงินให้กับภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ก็จะส่งผลให้จีดีพีดีขึ้น  ปีนี้คาดหวังจากเครื่องยนต์ 2 ตัว (ส่งออก+ท่องเที่ยว)