“ลีเซียนลุง” จัดหนักสอนมวย “ไบเดน” อย่าซ่าบีบจีน ให้จัดการปมยูเครน ฟันธงอนาคต สหรัฐฯไม่ใช่เบอร์ 1 โลก!

1727

หลังจากที่ความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ พยายามที่จะแสดงการตอบโต้กับจีนมากขึ้น สืบเนื่องมาจากกรณีที่จีนหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตรรัสเซีย ทำให้ประธานาธิบดีโจไบเดน ประกาศจะคว่ำบาตรจีน ทำให้นักวิชาการออกมาวิเคราะห์เรื่องนี้ว่า สหรัฐฯกำลังคิดผิด ที่จะงัดกับจีน เพราะจะยิ่งทำให้ชาติของตัวเองแย่ลง เพราะขนาดคว่ำบาตรรัสเซีย ยังไม่เป็นผลสำเร็จอย่างที่คาดการณ์ไว้

ขณะที่ประเด็นนี้ ทำให้ประเทศในแถบเอเชียจำนวนมากข ออกมาแสดงจุดยืนห้าวหาญกว่าเดิมสำหรับประเด็นการเมืองโลก โดยทางลีเซียนลุง Lee Hsien Loong นายกรัฐมนตรีของสิงค์โปร์ ได้ออกคำเตือนไปยังสหรัฐฯ โดยตรงว่าอย่าพยายาม “โดดเดี่ยวจีน” จากประเด็นเรื่องยูเครน เพราะทุกวันนี้โลกของเรา “ก็มีปัญหามากพออยู่แล้ว” และยังลั่นอีกด้วยว่าในอนาคตสหรัฐฯ อาจไม่ใช่เบอร์ 1 ของโลกอีกต่อไป

ลีเซียนลุงกล่าวไว้ชัดเจนว่าถ้าหากสหรัฐฯ หันมาเปิดศึกกับจีน มันจะเป็นการแบ่งแยกระบอบประชาธิปไตยกับเผด็จการอย่างชัดเจน ซึ่งจะทำให้ปัญหา Supply Chain โลกซับซ้อนเข้าไปอีก และแน่นอนว่าการคว่ำบาตรจีนนั้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกสูงกว่าการคว่ำบาตรรัสเซียเป็นอย่างมาก

“คุณต้องระวังให้มากที่จะไม่กำหนดปัญหากับยูเครนในลักษณะที่จะทำให้จีนเป็นฝ่ายผิดตั้งแต่แรกเริ่มโดยอัตโนมัติ ยกตัวอย่างเช่น การทำให้เกิดการต่อสู้ระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยและเผด็จการ” เราทุกคนมีปัญหาในยูเครน ผมคิดว่าถ้าเราพูดถึงอธิปไตย ความเป็นอิสระ และบูรณภาพแห่งดินแดน หลายประเทศสามารถเข้าร่วมได้ แม้แต่จีนเองก็ยังไม่คัดค้านและยังมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนอย่างแข็งขันเป็นการส่วนตัวด้วย แต่ถ้าสหรัฐฯบอกว่านี่เป็นเรื่องของประชาธิปไตยกับระบอบเผด็จการของปูติน ผมคิดว่านั่นเป็นเรื่องที่ยากพออยู่แล้ว และถ้าคุณยังบอกอีกว่าประชาธิปไตยต้องสู้กับเผด็จการ นั่นถือเป็นการกำหนดให้ประเทศจีนเป็นฝ่ายที่ผิดตั้งแต่แรก และทำให้สิ่งต่างๆ จะยากขึ้นไปอีก

นอกจากนี้ เขายังสอนมวยสหรัฐฯ อีกว่าในสถานการณ์ปัจจุบันนั้น ทั้ง 2 ฝ่ายมีความไว้วางใจกันน้อยมาก และมันไม่ง่ายเลยที่จะหาระดับที่เหมาะสมในความสัมพันธ์ ขณะที่สิงคโปร์จะเลือกเดินตามทางของตัวเองในการแก้ไขและป้องกันไม่ให้เรื่องทั้งหมดบานปลาย

ดังนั้นสหรัฐฯต้องรู้ตัวแล้วว่าถ้าเศรษฐกิจยังคงต้องพึ่งพากันและกันระหว่างจีน ก็ไม่ควรวาง 80%ของจุดยืนในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเอาไว้ในแง่ของการเป็นปรปักษ์หรือศัตรูกัน แล้วมาบอกว่าความสัมพันธ์อันดี 20% ที่เหลือคือการ “Win-Win” ทั้ง 2 ฝ่าย สหรัฐฯควรตระหนักเรื่องนี้โดยด่วน และนอกเหนือจากยูเครนแล้ว
สหรัฐฯควรรู้ด้วยว่าภูมิภาคเอเชียนี้ถือเป็นสมรภูมิสำคัญที่สหรัฐฯ ต้องวางจุดยืนของตัวเองให้ดี

อย่างไรก็ตามในภายภาคหน้านี้ สหรัฐฯอาจจะไม่ใช่เบอร์ 1 ของโลกอีกต่อไป แต่จะยังคงเป็น 1 ในแนวหน้าทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก มันอาจเป็นเรื่องที่เจ็บปวดที่จะทำใจยอมรับได้สำหรับสหรัฐฯ แต่เขาก็ปลอบใจว่าเมื่อเวลาผ่านไปสหรัฐฯจะปรับตัวได้เอง