“สหรัฐฯ” เงินเฟ้อหนัก แอบเผาดอลลาร์ทิ้ง 3.3 ล้านล้าน ขณะรูเบิลรัสเซีย หลังโดนคว่ำบาตรกลับยิ่งแข็งแกร่ง

1924

ไร้ค่า ไม่มีราคา! “สหรัฐฯ” เงินเฟ้อหนัก แอบเผาดอลลาร์ทิ้ง 3.3 ล้านล้าน ขณะรูเบิลรัสเซีย หลังโดนคว่ำบาตรกลับยิ่งแข็งแกร่ง!?

ล่าสุดทางด้านของ เพจสาธารณะ World Update ที่ติดตามสถานการณ์ทั่วโลกอย่างใกล้ชิด ได้เปิดเผยถึงรายงาน “เงินดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าร่วงอย่างหนัก เมื่อเทียบกับรูเบิลรัสเซียที่กลับตาลปัตรกัน” ไว้ได้อย่างน่าสนใจ โดยมีรายละเอียดว่า

การพิมพ์เงินตราแต่ละสกุลออกมาใช้แต่ละครั้งของแต่ละประเทศนั้น จะต้องมีสินทรัพย์เป็นทองคำค้ำประกันในมูลค่าเท่ากัน เพราะถ้านึกอยากจะพิมพ์เงินตราใส่ตัวเลขขึ้นมาจำนวนเท่าใดก็ได้ เงินประเภทนั้นก็มีค่าไม่ต่างจากกระดาษธรรมดา ในที่สุดก็จะเกิดวิกฤติการเงินขึ้น ที่หนักหนาคือ อัตราเงินเฟ้อจะสูงขึ้นเรื่อยๆ จนควบคุมไม่ได้ เช่น เวเนซุเอลา เคยเกิดวิกฤติมีอัตราเงินเฟ้อถึง 1 ล้านเปอร์เซนต์ เงินที่พิมพ์ออกมาก็คือกระดาษเปื้อนหมึกธรรมดา

เงินดอลลาห์สหรัฐนั้น ก็พิมพ์ออกมาตามใจชอบ โดยไม่มีทองคำค้ำประกันเทียบเท่าจำนวนเงินกระดาษที่พิมพ์ออกมา โดยรัฐบาลสหรัฐ แค่ให้ธนาคารกลางออกเอกสารรับรองง่ายๆ เรียกว่า Quantitative Erasing (QE) แล้วก็พิมพ์เงินตามต้องการเลย จากนั้นรัฐก็เอาเงินนั้นมาอัดเข้าระบบการเงินเพื่อให้ธนาคารนำไปปล่อยกู้ต่อ อ้างว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงไม่ต้องแปลกใจถ้าทางการสหรัฐแม้จะมีหนี้สินรัฐบาลกว่า 1,000 ล้านล้านบาท ก็ยังมีเงินให้ยูเครนกู้ 4.5 แสนล้านบาท ก็เพราะเงินนี้เป็นแค่กระดาษพิมพ์เลขใส่เท่านั้น

แต่เงินรูเบิลรัสเซีย นั้นทำตามหลักมาตรฐานสากล คือ ใช้ทองคำจริงๆ คำประกันในการพิมพ์เงินแต่ละรอบ เมื่อเงินตรา ผูกกับทองคำ เงินนั้นแม้ถูกชาติตะวันตกโจมตีค่าเงิน แต่นกกระจอกไม่ทันกินน้ำ เงินรูเบิลก็กลับมาแข็งค่าตามมูลค่าทองคำนั้น โดยช่วงก่อนเกิดสงครามยูเครนราว 80 รูเบิล/ ดอลลาห์ แต่ล่าสุดแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 72 รูเบิล/ดอลลาห์ (อัตราแลกแลกเปลี่ยนระหว่างวันจุดพีค) และมีแนวโน้มจะแข็งค่าขึ้นอีกเรื่อยๆ หักปากกาเซียนกูรูทั้งโลก ที่เคยพากันวิเคราะห์ว่าเงินรูเบิ้ลจะด้อยค่าบ้าง เศรษฐกิจรัสเซียจะตกต่ำบ้าง แต่ความจริงกลับตาลปัตรตรงข้ามกันสิ้นเชิง

แต่ที่เจ็บหนักยามนี้คือเงินยูโร และเงินดอลลาห์ ที่อ่อนค่าลงเรื่อยๆ ผลจากอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงสุดในรอบ 40 ปี จนยากจะควบคุม บรรดาชาติตะวันตกสินค้าอุปโภค บริโภค จึงทะยานราคาขึ้นกันเป็นว่าเล่น พลังงานน้ำมัน ก๊าซ ขาดแคลน ค่าไฟฟ้าแพงลิ่ว ซุปเปอร์มาเก็ตในเยอรมนีปรับราคาสินค้าขึ้นรวดเดียว 30% อาหารจำเป็นเกลี้ยงชั้น ไม่มีน้ำมันพืชขาย ไม่มีแป้งข้าวสาลี โรงงานทำขนมต่างๆ ขาดแคลนวัตถุดิบ รัสเซียก็บีบยุโรปจนหน้าเขียว น้ำมันเมล็ดทานตะวันที่ส่งออกปีละ 13 ล้านตัน ลดการส่งออก 89% เหลือส่งออกแค่ 11% เหลือ1.5 ล้านตันเท่านั้นสำหรับให้คนทั้งโลก

โดยเฉพาะชาวยุโรป เจ็บหนักแน่เพราะเป็นสินค้าจำเป็นตามร้านอาหาร โรงงานอาหาร เครื่องสำอางค์ และบ้านเรือน ส่วนชาวรัสเซียนั้น ก็ย่อมมีเหลือกินเหลือใช้ จะกินอาหารขนมปัง เนื้อสัตว์ ฯลฯ ให้อิ่มสักเท่าใดก็ได้ในราคาย่อมเยา “ปากท้องอิ่มเสียแล้วคนเราก็ไม่วุ่นวาย” และที่ปวดร้าวหนักหนาตรงข้ามกับปากที่ฝืนพูดหลอกชาวโลกไปวันๆ คือ สหรัฐ นั่นเอง ยามนี้ต่างชาติลดการใช้ดอลลาห์ซื้อสินค้าโดยเฉพาะน้ำมัน ส่งผลให้สัดส่วนเหลือเพียง 43% ของเงินตราทั่วโลก..น่าใจหายมาก

เงินดอลลาห์ที่เคยกระหน่ำพิมพ์ออกมาจึงเหลือล้นระบบ อัตราเงินเฟ้อสูงจนฉุดไม่อยู่ ค่าเงินดอลลาห์อ่อนค่าร่วงลงต่อเนื่อง จนรัฐบาลสหรัฐ ต้องก้มหน้ากัดฟันหนีตายตัดสินใจทำ นโยบายการเงิน Quantitative Tightening (QT) ดึงเงินกลับจากระบบเดือนละ 3.3 ล้านล้านบาท แล้วลบออกจากบัญชีดื้อๆ แบบเสกเผาให้หายวับไป เพื่อพยุงค่าดอลลาห์ไว้

ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการขาดสภาพคล่อง เกิดความวุ่นวายในตลาดหุ้นที่จะดิ่งเหว ดอกเบี้ยเงินกู้ทะยานขึ้น..งานนี้สหรัฐกำลังเผชิญ “วิกฤติต้มยำกุ้ง” ทางการเงินครั้งใหญ่ ชาติที่ถือดอลลาห์ไว้จะพากันขาดความเชื่อมั่น เทขายทิ้งซ้ำเติมสหรัฐเข้าไปอีก..ลาก่อยย เงินกระดาษไม่มีทองคำค้ำประกัน